top of page

Mt.Kinabalu . Malaysia : พาตัวพาใจไปเดินเหนือก้อนเมฆ
Kota Kinabalu . Malaysia . 30.03.2016 - 03.04.2016 . Group

เห้ยยยยยยยย จะไป.มีใครจะไปด้วยบ้าง.จองตั๋วเลย.จะติดต่อที่พักแล้วนะ.โอนเงินที่พักแล้วเรียบร้อย.ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมหมดละ.เตรียมใจ เตรียมร่างกายไปลุยกันเถอะ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นรูปยอดเขา Low's Peak ที่ความสูง 4,095 m. ประจวบเหมาะกับทริปศรีลังกาที่ต้องมีการต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ ทำให้ทริปเกิดลุกลามจาก 1 เป็น 2 และ เป็น 3 ในที่สุด ดี๊ ดี ...... :)
DAY : 1 เดินทางจากสนามบินปีนัง เวลา 10.25 ถึง สนามบินโคตาคินาบาลู เวลา 13.10 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงเมืองโคตาคินาบาลูเป็นที่เรียบร้อย โคตาคินาบาลูเป็นเมืองหลักของรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ง่ายๆคือ โคตาคินาบาลูจะแยกไปอยู่อีกเกาะ ไม่ได้อยู่ผืนแผ่นเดียวกับเมืองหลวงอย่างกัวลาลัมเปอร์ หรือ ปีนัง คนไทยส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางไปเที่ยวที่นี้ค่อนข้างน้อย แต่ลองเปิดใจเถอะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน
นั่งรอกองทัพที่กำลังเดินทางมาสมทบจากกรุงเทพ ประมาณ 15.30 ถึงจะได้เจอกันจนครบ เริ่มเดินทางกันเถอะ อยากจะเขยิบตัวไปให้ใกล้เขาคินาบาลูเต็มทีแล้ว เอ๊ะ !!!! ลืมไรไปรึเปล่า ขาอ่อนเปรี๊ยะไร้เรี่ยวแรงอยู่นะ น่องนี่เต่งตึงรอวันแตก นี่ถ้ามีเข็มมาเจาะสักนิด น่องคงปล่อยลม เหี่ยวไร้ลมเหมือนลูกโป่งแน่นอน นั้นค่อยๆเขยิบตัวเอานะ ทุกคนเดินช้าๆ รอกันด้วย
วิธีการเข้าเมืองก็ไม่ยากเลย ใครเงินเยอะเรียก taxi เข้าเมืองไปโล็ดเลยก็ตามสบาย แต่อย่างพวกเราแล้ว shuttle bus เป็นวิธีที่ดีที่สุด คนละ 5 rm .... ผ่าน ตม จนกระทั่งออกมาถึงข้างนอกก่อนที่จะผ่านประตูออกไปลานจอดรถ จะมีบูทขายตั๋วอยู่ทางซ้ายมือ ใกล้ๆกับ KFC รถจะออกทุกๆ 45 นาที พวกเราไปรอบ 16.15 ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็ถึงตัวเมือง ลงป้ายสุดท้ายเลย จะเป็นป้ายรถเมล์สำหรับต่อรถไปที่ต่างๆ ซึ่งลงป้ายนี้ก็จะเห็นรถตู้ไป Kinabalu Park จอดอยู่เต็มไปหมด ซึ่งรถคันสุดท้ายจะหมดเวลา 17.00 หรือ จะเป็น taxi ก็มีอยู่ตรงนี้เหมือนกัน เลือกเอาได้เลยตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน แต่พวกเราเลือกที่จะเดินไปในเมืองก่อน เพื่อหาซื้ออุปกรณ์อาบน้ำ และเดินดูเมืองไปพลางๆ เดินไปเดินมา ร้อนมาก เหงื่อนี่ไหลท่วมตัว ขาก็เจ็บ อีฉิบหาย !!!! จะรอดมั๊ยเนี่ย เอาหวะ เอาให้ถึงที่สุดก่อน ทนได้ทนไป ขามันยังไม่ระเบิด ก็เดินต่อไปก่อน .... เดินไปจนถึงวงเวียนปลาปากแหลมๆ (อย่าถามว่ามันคือปลาอะไร ตอบไม่ได้หลอก) ก็จะเจอกับทะเลอันกว้างใหญ่ พวกเราแวะถ่ายรูป พักเหนื่อยกันตรงนั้นสักพัก ก็เดินต่อไปจนเจอห้างสรรพสินค้า โชคดีที่สุดในจักรวาล แอร์ค่ะแอร์ เหงื่อเปียกๆมาเจอแอร์ สบายสิค่ะ

หาซื้อของกันจนครบ ทั้งอุปกรณ์อาบน้ำ ช็อคโกแลตสำหรับกินระหว่างเดินเขา ขนมคบเคี้ยว เสบียงทุกอย่างพร้อมมาก ก็ออกมาเรียก taxi ซึ่งจอดอยู่ข้างๆห้างเลย [ไม่ได้เดินกลับไปขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์ที่มาถึงตอนแรก] ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 18.00 ได้ taxi เลยฟ๊าดค่ารถไป 300 rm ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเย็นแล้ว เค้าต้องตีรถกลับเข้าเมืองมาคนเดียว กว่าจะมาถึงในเมืองก็ 4 ทุ่ม แล้วงัยหละ จะบ้าหรอ 300 rm ไม่ไปหลอก ต่อราคาเหลือ 200 rm จะไปไม่ไป ไม่ไปเดินหนีไปตายเอาดาบหน้าก็ได้ นั้นงัย !!!! การเดินหนีเป็นวิธีที่ยังได้ผล 555 taxi กวักมือเรียกพร้อมตกลงกับราคา 200 rm ยอมตั้งแต่แรกก้ไม่ต้องเหนื่อกวักมือเรียกแล้วนะลุง
รถติดหนักมากในเมือง กว่าจะหลุดไปได้เกือบชั่วโมง แต่พอหลุดจากการจราจรที่คับคั่งได้ ลุงก็ซิ่งแบบไม่เกรงใจคนไทยในรถอีก 4 คนเลย แล้วคือเป็นทางขึ้นเขา ถนนเลนเดียว ลุงแกจะแซงรถข้างหน้าแต่พอจะแซงก็มีรถสวนมา บางครั้งลุงก็เกือบจะกลับเข้ามาเลนตัวเองไม่ทัน หวาดเสียวกันไปเบาๆ แต่อะไรก็ไม่เท่าดาวบนท้องฟ้า ที่แหงนหน้าขึ้นไปมอง ยิ่งมองก็ยิ่งเจอดาวเต็มท้องฟ้าไปหมด สุดมากจุดนี้ .... ขับไปอยู่ดีดีก็เจอหมอก ขนาดไฟรถส่องไปข้างหน้า ยังมองอะไรไม่เห็นเลย เริ่มแล้วสินะ อากาศหนาวเย็นยะเยือก เริ่มสัมผัสได้เบาๆ ว่าไม่น่าจะทนสภาพอากาศหนาวขนาดนี้ได้นานเท่าไหร่

ถึงแล้ววววววววว Kinabalu Park ต้องเสียค่าเข้าคนละ 15 rm ก่อนจะย่างก้าวเข้าไปในอุทยานนะ ลงจากรถปุ๊บ หาเสื้อกันหนาวก่อนเลยค่ะ หนาวสุดไรสุด จากนั้นก็ check in ที่พักที่จัดการมาตั้งแต่ที่ไทยแล้ว ซึ่งพวกเราเลือกแพกเกต 3 วัน 2 คืน .... คืนแรกพักที่อุทยาน เป็นบ้านหลังใหญ่ [มาก] ตอนแรกจะนอนแบบ drom แต่เตียงไม่พอสำหรับพวกเรา จะไปหาที่พักที่อื่นก็ด้วยความขี้เกียจวุ่นวาย เลยให้จบที่นี่ที่เดียวไปเลย คืนที่ 2 นอนบน Laban Rata ซึ่งทุกคนที่มา trekking ที่ Mt.Kinabalu จะต้องไปนอนรวมกันที่นี้กันทุกคน เนื่องจากมีที่พักที่นี่ที่เดียว [สามารถติดต่อที่พักโดยอีเมลไปคุยที่ reservations.ws@suterasanctuarylodges.com.my แนะนำให้จัดการล่วงหน้าก่อนเดินทางหลายเดือนหน่อย เนื่องจากที่พักข้างบนค่อนข้างมีจำกัด บางทีเลือกวันไป แต่ไปไม่ได้เพราะคนเต็ม ก็ต้องหาวันใหม่ วุ่นวายตรงนี้ที่สุด] ซึ่งแพกเกตที่เราเลือก จะรวมอาหารให้ทั้งหมด 7 มื้อ คลอบคลุมทั้งที่อุทยานยันบนเขายันลงมาอุทยานอีกรอบเลยทีเดียว

กินข้าวเย็นกันเรียบร้อย เตรียมตัวเข้าที่พัก ซึ่งทางอุทยานจะมีรถตู้รับส่งไปที่บ้านเลย ไม่ต้องเดินเอง แต่ให้เดินเองก็คงไม่ไหว หลายกิโลอยู่กว่าจะถึงบ้าน ทั้งขึ้นเนิน ลงเนิน มีรถรับส่งนั้นแหละ ทำถูกแล้ว .... *แนะนำหาซื้อเสบียงมาเองจะดีกว่ามาซื้อข้างบน คือข้างบนราคาโหดมาก โหดเกินไป เบียร์กระป๋องนึง 11.90 rm บ้าไปแล้ว ข้างล่างปกติ 7-9 rm เอง อากาศเย็นๆ ดีๆ อย่างงี้ กะจะจิบเบียร์คลายหนาวสะหน่อย จบเลย พักผ่อนกันตามอัธยาศัยกันเลยทีนี้
DAY : 2 ถึงเวลาเตรียมตัวไปลุยกันแล้วโว้ยยยยยย อาบน้ำหรอ ไม่หลอก แปรงฟัน ล้างหน้า ก็บุญละ [เพราะอาบกันไปแล้วเมื่อคืน 555] น้ำเย็นมาก น้ำอุ่นมีนะ แต่พอเปิด ไม่เห็นมันจะอุ่นเลย คือไร ? ชั่งมัน อาบน้ำรอบเดียวก็เพียงพอแล้ว .... โทรเรียกให้รถมารับตอน 7 โมง พอเจอแสงสว่าง ถึงได้เห็นว่าหน้าที่พักพวกเราเห็นยอดเขาที่พวกเราจะต้องเดินขึ้นไปด้วย วิวดีมาก เมื่อวานน่าจะมาถึงเร็วกว่านี้ รู้สึกยังอยู่ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปเท่าไหร่เลยจริงๆ

จัดแจงจ่ายเงินส่วนที่เหลือในการเดินเขา ออกเดินทางจริงๆ ก็ 9 โมงพอดิบพอดี เค้าก็จะให้ป้ายชื่อสำหรับแขวนคอ เพื่อเอาไว้ check point ตามจุดต่างๆ หลังจากนั้นรถตู้ก็จะพาเราไปที่หน้า Timpohon Gate และขากลับก็มารอขึ้นที่จุดเดิม ก่อนผ่านประตูเข้าไปก็ check in กันก่อน ซึ่งในการ trekking ครั้งนี้ พวกเราเลือกที่จะเดินเส้น Timpohon ทั้งขาไปและขากลับ .... จะเริ่มแล้วนะ ลุย !!!!


I'M LOST CONTROL

6 กิโลเมตร จากประตูทางเข้าถึง Laban Rata เป็น 6 กิโลเมตรที่เหมือนจะสบาย แต่ด้วยสภาพขาที่ไม่เอื้ออำนวยในการเดินไม่ว่าในกรณีไหนๆ มันกลายเป็นความยากลำบากมากๆ ผู้ชายสายแฟชั้นทั้ง 3 นั้นก็ฟิตเหลือเกิน ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เจอคนแซงไม่ได้ เร่งฝีเท้าแซงคืนตลอด เอาเลย เจอกันข้างบนนะทุกคน .... ระหว่างทางก็จะมีป้ายบอกตลอดว่าเดินมาถึงกิโลเมตรที่เท่าไหร่แล้ว และก็มีที่พักให้นั่งพัก ตลอดทาง แต่ไม่มีของขายนะ มีห้องน้ำให้เข้า แต่ไม่รู้ว่าสภาพเป็นยังงัย ไปลุ้นกันเอาเอง 555 เดินมาได้ถึง กิโลเมตรที่ 3 ทุกคนก็เริ่มเอาอาหารกลางวัน ที่ได้รับมาจากอุทยานมานั่งพักกินกัน ซึ่งในนั้นก็จะมี น้ำขวดเล็ก ไก่ทอด แซนวิส และคุ๊กกี้ 1 ห่อเล็กๆ

ทางที่เดินก็จะเป็นทางขึ้นสะส่วนใหญ่ ก็ใช่สิ พวกเรากำลังเดินขึ้นที่สูงกันอยู่นิ !!!! มีทางราบบ้าง เป็นช่วงๆ แต่น้อยนิดมากกว่าจะได้เจอ สองข้างทางก็เต็มไปด้วยธรรมชาติ มีหม้อข้าวหม้อแกงลิงด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา ไม่ไหวจะยกกล้องขึ้นมาละ ณ จุดนี้ .... ยิ่งเดินขึ้นจากที่ร้อนๆ ก็กลายเป็นอากาศค่อยๆเย็นตามความสูงของพื้นที่ ยิ่งใกล้ Laban Rata ขั้นบันไดก็ยิ่งเยอะขึ้น เยอะขึ้น การเดินก็เริ่มช้าลง ช้าลง จากอาการของน่องเต่งตึงที่มีอยู่แล้ว ยิ่งทำให้การเดินลำบากเพิ่มขึ้นไปอีก แวะพักตลอดทาง


ถึงแม้ตอนนี้จะเดินอยู่กับไกด์แค่ 2 คน เพราะผู้ชายสายแฟชั่น ทั้ง 3 ล่วงหน้าไปไกลแล้วก็ตาม เราก็จะได้รอยยิ้มของเพื่อนร่วมทางตลอด ทั้งฝรั่ง เกาหลี จีน มาเลเซีย ทุกคนต่างให้กำลังใจกันและกัน เหมือนรู้จักกันมาก่อน นี่แหละ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการ trekking ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน แต่ทุกคนก็ยังสามารถมอบรอยยิ้มให้อีกคนเพื่อสู้ต่อไปให้จบได้ ถ้าบังเอิญคุณไป trekking แล้วเจอคนประเภทหน้าบึ้งตึงใส่ เหนื่อแล้วพาล ขอให้คุณตั้งสมาธิตั้งจิตด่ามันกลับ เอ้ย ไม่ใช่ !!!! ก็คงต้องทำใจ แล้วทริปหน้าหาสมาชิคใหม่ที่คิดว่าเข้ากันได้และเชื่อใจได้ ทริปจะเพอร์เฟคหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเพื่อนร่วมทริปเนี่ยแหละ จริงๆนะ
นั่งพักทุกที่ที่เค้ามีให้พัก 555 คุณลุงเกาหลี คงเห็นสีหน้าไม่ค่อยดี เลยเอาช๊อคโกแลตมาให้กิน ใจดีสุด กราบขอบพระคุณมากกกกกกกกกค่ะ รักลุง 555 อยากจะบอกว่าคุณลุงกลุ่มนี้อายุอานามก็น่าจะรุ่นพ่อรุ่นแม่พวกเราเนี่ยแหละ แต่ความฟิตนี้ ฟิตยิ่งกว่าพวกเราสะอีก มีคุณลุงเกาหลีคนนึง เดินไป เปิดเพลงไป เต้นไป พอเจอคน ก็ยืนเต้น พร้อมแจกรอยยิ้ม แจกความสดใสกันไป เพิ่มสีสันในการเดินได้ดีทีเดียว มันดีตรงนี้แหละ
ช่วงท้ายๆนี้ถือว่า กลั่นแรงที่มีอยู่ออกมาให้หมดเท่าที่มี ขึ้น ขึ้น ขึ้น แล้วก็ขึ้น ในที่สุด Laban Rata ก็อยู่ข้างหน้าเราจนได้ แน่นอน ถึงคนสุดท้ายของกลุ่ม ด้วยเวลา 4 ชั่วโมงในการเดิน ปวดขาเหี้ยเหี้ย สัสเอ้ยยยยยยยยย

Laban Rata อยู่ที่ความสูง 3,273 m. เป็นที่ที่ทุกคนจะมารวมตัวกันอย่างที่บอกไปแล้ว แต่บางคนอาจจะไม่ได้พักที่นี่ จะมีที่พักอีกประมาณ 2 ที่ อยู่ใกล้เคียงกัน แต่ท้ายสุด ทุกคนก็จะเดินมากินข้าวกันที่นี่อยู่ดี check in เป็นที่เรียบร้อย ได้ห้องที่มีเตียงสำหรับ 4 คนพอดี ไม่ต้องไปนอนรวมกับใคร ส่วนห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม แยกชายหญิง ขึ้นห้องเสร็จ ทุกคนตกลงกันว่าจะ อาบน้ำ อาบน้ำหรอ.อาบจริงหรอ.รู้ว่าเหงื่อท่วมตัวมา.แต่ตอนนี้มันแห้งและหนาวมากนะ. อืมหืมมมมม รู้เรื่องเลย น้ำเย็นแบบแทงเข้ากระดูก หนาวมากกกกกกกก หนาวแบบ หนาวเหี้ยเหี้ย ไม่เอาแล้ว ครั้งนี้ครั้งเดียว ใครจะอาบอีกก็ตามสบายเลย 555
อาบน้ำเสร็จพักนอนเอาแรง ประมาณ 16.30 ก็ลงไปกินข้าวเย็นกัน ขณะนี้อุณหภูมิอยู่ที่ 9 องศา ในห้องค่อนข้างอุ่นใช้ได้ สบายตัวไป ทุกๆคนก็จะมานั่งพัก กินข้าว ถ่ายรูป สักประมาณทุ่มนึงก็ขึ้นไปนอนเก็บแรง เตรียมตัวเดินกันต่อตอนตี 2 บอกเลยว่านอนหลับเป็นตาย เหนื่อยมาขนาดนี้


ประมาณตี 1 เริ่มได้ยินเสียงคนเดินกันพลุกพล่าน ตื่นค่ะตื่น ล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวลงไปกินข้าวกันได้แล้ว ตี 2 ทุกคนพร้อมกันที่โถงกินข้าว อยากจะบอกว่าคนอื่นๆ ชุดแต่งกาย อุปกรณ์ในการเดิน จัดเต็มมาก สายอาชีพกันทั้งนั้น ยกเว้นพวกเราเนี่ยแหละ บอกแล้ว สายแฟชั่น ชุดนี้อย่างกับจะไปคุยงานกับลูกค้า ไม่ได้มีส่วนไหนที่พร้อมและจะกันหนาวได้เลยจริงๆ
ตี 2.30 ทุกคนเริ่มออกตัว แค่ขึ้นบันได ประมาณ 30 ขั้นก็หอบแล้วอะ นี่ตั้งใจไม่เอา walking stick ไปด้วย เจอบันไดเข้าไป ขอกลับลงมาเอาก่อน ไม่น่าจะรอด กลับลงมาเอาก็ต้องกลับขึ้นไป ยืนทำใจอยู่สักพัก หันไปบอกไกด์ว่า ไม่ไปแล้วได้มั๊ย คือถอดใจไปแล้ว เพราะคิดว่าไม่น่าจะรอด ขาระบมสุด แต่เห็นคนเดินผ่านไปเรื่อยๆ ทุกคนมีจุดหมาย ทุกคนลงแรงเดิน แล้วเราหละ จะจบแค่ตรงนี้เองหรอ นี่ยังไม่ได้เริ่มเลยนะ ถอดใจได้แต่ไปถอดใจให้ไกลกว่านี้มั๊ย ไกด์ถามเอางัย ok,continue ค่อยๆเดิน slowly slowly อยากจะบอกว่ายิ่งกว่า slowly อีกตอนนี้
เดินไปในความมืด มีแสงสว่างจากไฟคาดหัวเท่านั้น ระหว่างทางมีคนไม่ไหว ถึงขั้นยืนอ๊วก ไอ้เราก็ได้แต่มองและเดินต่อไป เพราะอีนี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน อยู่นานเดี๋ยวอ๊วกตาม เดินไปจนถึงจุดที่เค้าเลื่องลือ ต้องเดินไต่เชือกขึ้นไป โอ๊ยยยยย จากขามาเป็นแขน หนาวก็หนาว ลมพัดทีกระดูกแทบร้าว ลากสังขารมาถึงจุด check point จนได้ ลงชื่อกันสักหน่อย ว่ายังมีชีวิตอยู่นะ ต่อจากนี้ไป เดินขึ้นเนินหินอย่างเดียวแล้วจ๊ะ ไต่เชือกโหนสลิงกันไปเบาๆ
บอกเลย มาถึงจุดนี้ขาไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยบอกไกด์ว่า ขอรออยู่ตรงนี้ไม่ไหวแล้ว ไกด์บอกขอเดินอีก 10 นาที ไปรอตรงนั้นดีกว่า เคค่ะ 10 นาทีก็ 10 นาที พาชีวิตมาถึง South Peak ที่ความสูง 3,933 m. ตรงนั้นจะมีก้อนหินที่ทำไว้เพื่อบังลม สูงประมาณ 30 ซม.ได้ จริงๆนะ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย หนาวเหมือนเดิม ในหลุมนั้นมีผู้ชายนอนอยู่ 2 คน น่าจะเป็นไกด์มาเลเซียเนี่ยละมั้ง เดินมาด้วยกันช่วงท้ายๆ เค้าคงเห็นว่าหนาว จัดแจงที่นอน เอากระเป๋ามารองหัว มือมาถูไหล่ให้หายหนาว นอนไม่ได้ต้องลุกมานั่งกอดเข่า พี่แกก็ลุกมาเหมือนมานั่งบังลมให้ ดูแลคล้ายจะเป็นสามีเรากันเลยทีเดียว กราบขอบพระคุณคุณพี่จริงๆ สักพักไกด์ก็บอกรอตรงนี้นะ ไปตามหาผู้ชายสายแฟชั่นก่อน เคเค ทิ้งนู๋ไว้ตรงนี้หละค่ะ นู๋ไม่ไหวแล้ว สักพักคุณพี่ 2 คนนั้นก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน เหลือผู้หญิงคนไทยตัวเล็กๆ นอนตัวหงอหนาวสั่นคนเดียวอยู่ในหลุม มืดก็มืด หนาวก็หนาว ชะเง้อหน้าไปดูฝั่ง Low's Peak เห็นอยู่ลิปๆ แต่คิดว่าไกลแน่นอน ไม่ไปหลอก อยู่ตรงเนี่ยแหละ




Mt.Kinabalu เค้าจะมียอดไฮไลท์อยู่ 2 ยอด คือ Low's Peak กับ South Peak ซึ่งทุกคนที่มา จะเดินไปที่ Low's Peak กันหมด เพื่อที่จะรอดูพระอาทิตย์ขึ้น และเดินขึ้นไปบนยอดที่สูงที่สุด แต่ทำได้แค่เนี่ย แค่ South Peak เนี่ยแหละ พระอาทงพระอาทิตย์อะไร ดูเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เดินแล้ว เหวี่ยงเบาๆคนเดียวอยู่ในหลุมหลบภัย 555


ณ เวลาประมาณ เกือบ 6 โมง มีผู้หญิงนอนขดตัวอยู่ที่ South Peak อยู่คนเดียว มองไปทางไหนก็เจอแต่เมฆและลานโล่งๆ ไร้ซึ่งผู้คน เหมือนจะหลับ แต่ก็ไม่หลับเพราะหนาวจนตัวสั่น สักพักได้ยินเสียงคน เริ่มมีคนเดินลงมาแล้ว ลุกสิ ทำท่าทางร่าเริงเข้าไว้ ไม่ให้เค้ารู้ว่าเราไปไม่ถึง 555 ถ่ายรูปไปก็สั่นไป กว่าจะยกกล้องขึ้นมาได้ ลำบากเหลือเกิน รอผู้ชายสายแฟชั่นลงมา รอแล้วรออีกก็ไม่มาสักที รอไม่ไหวแล้ว หนาว ลงก่อนนะ ค่อยๆเดินไป ลมพัดทีก็เซไปเซมา ลงมารอที่จุด check point ขออัดช๊อคโกแลตเป็นรางวัลชีวิตสักหน่อยนะ


เห็นพวกนั้นค่อยๆไต่เชือกกันลงมา เห็นแล้วก็ตลกดี ล้มลุกคลุกคลานกันไป 555 พอแดดออก ทุกอย่างก็เรื่มปรากฎ ไอ้ที่ขึ้นมาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนี่คืออะไร ขึ้นกันมาได้ยังงัยเนี่ย อันตรายสุด คือถ้าพลาดนิดเดียวคือตาย บันไดเล็กๆที่พาดผ่านหิน นี่คือตอนขึ้นมาไม่ได้รู้เลยว่าถ้าเหยียบพลาดไป ชีวิตจะเป็นยังงัย ตอนลงทุกคนดูหวาดระแวง แต่วิว 2 ข้างทางนี่ต้องยอมเลย มันสุดจริงไรจริง เหมือนเดินอยู่บนก้อนเมฆ


เดินกลับถึงที่พักประมาณ 9.15 ได้ ทุกคนก็กินข้าวเช้ากันไป นี่ขอขึ้นไปนอนเอาแรงก่อนนะ 10.30 ต้องเดินลงต่อ ใครใคร่อาบน้ำเชิญเลยค่ะ อยากจะเตือนไว้ก่อนว่า น้ำตอนเช้านี้เย็นสุดไรสุด เย็นกว่าเมื่อวานอีก ขนาดแค่ล้างมือถึงกับร้องโอดครวญกันทุกคน
DAY : 3 10.30 ถึงเวลาสุดท้ายของการ trekking ขาลงเหมือนจะง่ายนะ แต่ด้วยขาที่ร้าวอยู่แล้ว บวกกับเรี่ยวแรงที่เริ่มหมด ทำเอาเหนื่อยเหมือนเดิม ตอนนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เดินคนเดียวฟิตจัด ถึงที่หมาย 12.45 กลุ่มที่ 2 ขาเริ่มระบม ความบ้าพลังเริ่มหดหาย ถึงที่หมาย 13.45 กลุ่มที่ 3 คือดิฉันนี้เอง ถึงที่หมาย 14.45 คนสุดท้ายตลอด 555 หลังๆเวลาเดินลงต้องก้าวลงที่ละก้าว ขางอไม่ได้แล้ว พัง พังแล้วพังอีก


ถึง Timpohon Gate ก็ขึ้นรถตู้กลับไปที่อุทยาน จริงๆมีข้าวที่กินได้อีกมื้อ แต่พวกเราเลือกที่จะเข้าเมือง แล้วไปหาอะไรกินที่นั้นแทน วิธีเข้าเมือง ก็มี 2 แบบ คือ 1 ไปรอรถ bus ซึ่งต้องเดินออกไปรอที่ป้ายรถเมล์ จะมี bus ผ่าน ราคาถูกย่อมเยาว์ ใช้เวลานาน 2 taxi จากอุทยานเข้าเมืองเลย ต่อจนได้ในราคา 160 rm วิธีนี้ดีที่สุด ขึ้นรถก็หลับสิค่ะ รออะไร ประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่พัก ซึ่งพวกเราไม่ได้จองมาก่อน แต่ walk-in เอา ชื่อ Lavender Lodge ราคา 140 rm สำหรับ 4 คน ห้องน้ำรวม ห้องถือว่าใหญ่โตใช้ได้ คุณป้าแกรู้ว่าพวกเราเพิ่งกลับมาจากเดินเขา แกเลยย้ายห้องจากชั้น 4 เป็นชั้น 2 แทน กราบบบบบบบบบบบบบค่ะ บอกตรงๆ เกลียดบันไดมาก ณ จุดนี้
อาบน้ำ แต่งตัว ออกไปเดินหาไรกิน แถวๆที่พัก ใครจะมาที่นี่ ไม่ต้องห่วง ร้านอาหารเยอะแยะพอๆกับที่พัก มีให้เลือกหลากหลายราคา ในเมืองสามารถเดินถึงกันได้หมด เมืองไม่ได้ใหญ่มาก แต่ค่อนข้างจะเงียบเร็ว แต่ก็มีร้านที่เปิดให้สำหรับคนที่อยากจะจิบเบียร์พอให้หายเหนื่อยอยู่ จัดสิค่ะรออะไร
DAY : 4 วันสุดท้ายใน Kota Kinabalu พวกเรา check out กันตอน 10 โมง แล้วเดินไปกินข้าวข้างๆที่พัก เนื่องจากเมื่อคืนเดินผ่าน คือคนแน่นร้าน พวกเราเลยต้องจัด สั่งอาหารมา 5 อย่าง คิดว่าจะได้อย่างละนิดละหน่อยเหมือนที่ไทย อืมหืม แต่ละจาน อลังการงานสร้างมาก ใช้คำว่า กินไม่หมดหลอก .... สั่งเยอะ แต่ก็ราคาย่อมเยาว์นะ แค่ 120.30 rm เอง หาร 4 สบายสบาย หลังจากนั้นก็เรียก taxi ไป มัสยิดลอยน้ำ [Floating Mosque] เดินเล่นถ่ายรูปอยู่สัก 1 ชั่วโมงก็ให้ taxi คันเดิมไปส่งที่สนามบิน ราคาทั้งหมด 65 rm

ถึงเวลาจากลา Kota Kinabalu อย่างเป็นทางการ พวกเราเลือกที่จะบินไปลงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเที่ยวในเมืองอีก 1 วัน จริงๆแล้วสามารถบินกลับกรุงเทพได้เลย แต่ยังงัยก็ต้องไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์อยู่ดี ใครมีเวลาก็ขอแนะนำจองตั๋วไปกัวลาลัมเปอร์แล้วเที่ยวในเมืองสักหน่อยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยวเน๊อะ
ออกจากสนามบิน KLIA2 ตอนนี้เหลือกันแค่ 3 คน เพราะ 1 คนต้องกลับไปทำงานต่อ ไม่เป็นไร เรื่องเที่ยวยังคงต้องดำเนินต่อไป ซื้อตั๋วสำหรับเข้าเมือง พวกเราเลือกที่จะนั่ง shuttle bus ไปลง Bukit Bintang ซื้อตั๋วในราคา คนละ 15 rm รถออกตอน 3 ทุ่ม ไปลงแถวๆ Bukit Bintang นั่นแหละ แต่เค้าจะมีรถตู้พาเราไปส่งถึงที่พักด้วย ถือว่าดี ตอนที่เราลงรถฝนดันตกพอดีอีกด้วย ถือว่ายิ่งดีเข้าไปอีก และแล้วรถก็จอดหน้า hostel ที่เราเลือกจะ walk-in แต่ไหงกลับเต็มหละ ยังเห็นโผล่อยู่ใน agoda เมื่อบ่ายอยู่เลย ความซวยเข้าแทรก ฝนก็ตกปรอยๆ นอนไหนละที่นี้ หาใน agoda ต่อ สรุปได้ที่ Hotel Rae อยู่ถัดจากถนน Jalan Alor แถมยังใกล้กับแหล่งปาร์ตี้ยามค่ำคืนของชาวมาเลเซียอีกสะด้วย จ่ายตังเลยค่ะ 180 rm สำหรับ 3 คน
เก็บกระเป๋าเรียบร้อย ออกไปหาไรกิน หิวมากกกกก เดินไปไม่ไกล ร้านอาหารเยอะจริงๆ เลือกร้านตามที่ชอบได้เลย กินข้าวกันเสร็จก็ขอตบท้ายด้วยเบียร์เย็นๆให้ชื่นใจก่อนนอนเน๊อะ
DAY : 5 ตื่นมา check out ตอน 11 โมงได้ ฝากกระเป๋าแล้วออกไปเดินเล่น ย่านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นห้างสรรพสินค้า มีอยู่หลายที่เหมือนกัน พวกเราเลือกเดินกันแถวเนี่ยแหละ ไม่ไปไหนไกลมาก ด้วยขาที่ร้าวระบมของแต่ละคน เวลาเจอบันไดแต่ละครั้ง ถึงกับซี้ดซ๊าดกันเป็นแถบๆ


สักบ่าย 2 ครึ่ง ก็กลับมาเอากระเป๋า แล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า สายสีเขียวไป KL Sentral เพื่อไปต่อ shuttle bus เข้าสนามบิน ระหว่างทางก็สลบไปตามระเบียบ ถึงสนามบินก็เตรียมตัวขึ้นเครื่อง กลับกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยของเรา หลังจากที่หายออกจากบ้านมาเป็นเวลา 12 วัน กับ 2 ประเทศ 3 จุดหมาย เหนื่อยเหลือเกิน แต่ที่เหนื่อยที่สุดคงจะเป็น "ขา" เนี่ยแหละ ถ้ามันพูดได้ มันคงบอกว่า "ลองนั่งดูบ้างไหม ? / หยุดเดินเป็นรึเปล่า ?" หรือไม่ มันก็คงจะระเบิดตัวเอง แล้วพักผ่อนอย่างสบาย แต่มันทำไม่ได้งัย 555 เพราะเจ้าของขายังมีจิตใจที่คิดจะเดินไปนู้นไปนี่อยู่ ขอเวลาอีกสัก 3-4 ชั่วโมงนะ เดี๋ยวถึงเวลาพักผ่อนของเอ็งแล้ว อย่าเพิ่งท้อแท้ มีหน้าที่เดินก็เดินต่อไป อย่าอู้ !!!! ถึงดอนเมือง กรุงเทพมหานครเป็นที่เรียบร้อย ในเวลา 2 ทุ่มตรง แยกย้ายกันกลับบ้าน เดินทางปลอดภัยนะทุกคน
ท้ายสุด สุดท้าย กราบขอบพระคุณ ชายหนุ่มสายแฟชั่นทั้งสามคน ที่ตกลงปลงใจมาร่วมทริป Kinabalu ด้วยกัน ถึงจะไปไม่ถึงจุดหมายพร้อมกัน แต่ทุกครั้งที่ไปถึง จะเจอรอยยิ้มจากพวกเอ็งเสมอ :) เจอกันทริปหน้าเน๊อะ .... ช่วงนี้ก็รักษาขาของแต่ละคนไปก่อนนะ ไว้มาเดินด้วยกันใหม่ เย่ เย่
สำหรับใครที่อยากมาพิชิต Mt.Kinabalu หาวันแล้วมาเลย ใครชอบสายธรรมชาติ สาย trekking ขอให้มา ใกล้ๆบ้านเราเอง ราคาย่อมเยาว์ มาลองดูว่าจะทำได้มั๊ย ทำได้รึเปล่า ส่วนเรื่องเงินอาจจะดูเสียเยอะ แต่มันทยอยเสีย ทยอยจ่าย ไม่ได้จ่ายทีเดียว "งดหาข้ออ้าง ถ้าคุณยังบ่นว่าอยากเที่ยวแบบนี้บ้างจัง" ลุยเลยไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น

Budget for Mt.Kinabalu
การเตรียมตัวก่อนจะมา Mt.Kinabalu ก็ไม่มีอะไรมาก ก่อนมาก็อาจจะออกกำลังกายให้ร่างกายฟิต พร้อมสำหรับการเดินขึ้นลง ขาจะได้ปรับตัวทันก่อนมาเจอของจริง จริงๆแล้วที่นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ใครที่พละกำลังเยอะอยู่แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องสบายๆไปเลยก็ได้ แต่อย่าลืมว่าอากาศที่นี้ค่อนข้างหนาว อาจจะต้องมาสู้รบปรบมือกับความหนาว และลมที่พัดแรงมากบนยอด และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภูมิประเทศ เดินๆอยู่ร้อน เดินไปอีก 10 นาที หนาวสะงั้น ขอให้ทุกคนโชคดี :)
© 2016 by I'M LOST CONTROL
bottom of page