top of page

North Vietnam : พักใจปล่อยกายไปตามสายลม
Hanoi . Sapa . Vietnam . 29.11.2015 - 03.12.2015 . Alone

บรรยากาศดีดี อากาศเย็นๆ ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ สงบ ไม่วุ่นวาย นั่งจิบเบียร์ชิวๆ ไม่ไกลจากประเทศไทย ยังไม่เคยไป จะหาได้จากที่ไหนบ้าง ? นี่คือความต้องการในการเดินทางครั้งนี้ …. ซาปา เมืองทางตอนเหนือของเวียดนาม ได้แว๊ปเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่เคยพลาดจากทริปเมื่อนานมาแล้ว ครั้งที่ไปเวียดนามใต้ (โฮจิมินห์-ดาลัท-มุยเน่) กระแดะคิดว่ามันสามารถไปทั้งเหนือทั้งใต้ได้ในเพียงเวลา 5 วัน (โง่ฉิบหาย ใครจะไปทำได้หวะ 555 ด้วยความที่ไม่ได้หาข้อมูลอะไรเลย ณ ตอนนั้น ก็เงิบไป) "Sapa Vietnam" จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของโจทย์นี้ พร้อมแล้วกับการเดินทางครั้งนี้ ลุยเอง เที่ยวเอง สนุกเอง เหนื่อยเอง
จริงๆจุดเริ่มต้นของทริปนี้มาจาก การที่ซื้อตั๋วราคาพิเศษของพนักกงานหางแดงไว้เมื่อต้นปี จนตอนนี้จะสิ้นปีอยู่แล้วยังไม่ได้ใช้เลย ไม่รู้ว่าจะไปไหนดี ดูปฏิทินไปดูปฏิทินมา อ้าว จะวันเกิดแล้วนี่หว่า ถือโอกาศนี้ใช้ตั๋วเลยละกัน กูจะไป ซาปา กูจะไป ซาปา กูจะไป กูจะไป เย่ เย่ จัดการคอนเฟิร์มตั๋ว คอนเฟิร์มสถานที่ คอนเฟิร์มวัน เป็นที่เรียบร้อย เดินทางสิค่ะ รออะไร?
DAY 1 : ปกติเวลามาสนามบินก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหลอก นอกจากมาสายแล้วต้องวิ่งหน้าตั้งขึ้นเครื่อง แต่คราวนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นนะสิ มาก็ก่อนเวลาเพราะต้องเตรียมมาโหลดกระเป๋า แต่ดั๊นนนนนน เสือกไป check-in ผิด row รู้ตัวอีกทีคือพนักงาน check-in บอกว่า row นี้สำหรับไปญี่ปุ่นค่ะ อีฉิบหาย!!!! กูซวยแล้ว คนก็เยอะ เวลาก็เหลือน้อย หัวใจเริ่มเต้นแรง อยู่ๆก็ตื่นเต้นขึ้นมาสะงั้น ไม่เป็นไร ตั้งสตินะลูก ตั้งสติ สติมาปัญญาเกิด …. เดินหา row ใหม่ ยืนรอต่อแถวรอคิวไปสักพัก ก็ถึงเวลาโหลดกระเป๋า พนักงานหันไปคุยกับเพื่อนข้างๆ ประมาณว่ามีกระเป๋าอีก 1 ใบ รอแป๊บนึง รอขนไปพร้อมกัน แต่สิ่งที่ได้จากอีพนักงานคนนั้นคือ "ส่ายหัว+หน้าเข้ม" แล้วบอกว่ารอไปไฟท์ต่อไป อีเหี้ย!!!! มึงจะใจร้ายกะกูทำไม แค่ใบเดียว ก็เห็นอยู่ว่ากระเป๋าใบอื่นยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย พี่พนักงานที่รับเรื่องอยู่หันมาบอก "กระเป๋าอาจจะไม่ได้ไปถึงพร้อมกับคุณนะคะ" ยืนนิ่งอยู่สักพัก "จะตามไปไฟท์ต่อไป" ก๊อกแก๊ก ๆ หาข้อมูลหน้าจอคอม "แต่จะต้องเป็นไฟท์พรุ่งนี้ เพราะไฟท์บินจากดอนเมืองไปฮานอย มีแค่ 1 ไฟท์ต่อวัน" อีฉิบหายยยยย จริงป่ะเนี่ย ได้แต่คิดในใจ แล้วก็ผยักหน้าตามที่พี่พนักงานอธิบาย "เดี๋ยวพี่จะช่วยให้โหลดกระเป๋าทันขึ้นเครื่องให้ได้นะคะ" …. กราบขอบพระคุณมากค่ะ แล้วก็เดินจากมาด้วยความมึนงงอย่างหนัก
บอกเลยว่าระหว่างนั่งเครื่องมาฮานอย ในหัวพยายามหาทางคิดทุกอย่าง ถ้ากระเป๋ามาพรุ่งนี้จริงๆ จะทำยังงัยเนี่ย ตั๋วรถไปซาปาก็จองไปแล้ว มันจะเลื่อนวันได้ไหม แล้วถ้าเลื่อนได้จะคุยกับเค้ารู้เรื่องหรอหวะ แล้วจะยังงัยดีนอนสนามบินรอกระเป๋าแมร่งเลยหรือเข้าเมืองไปก่อนดี โอ๊ยยยย ปวดกบาลสุด
ถึงสนามบินโหน่ยบ่าย ฮานอยเป็นที่เรียบร้อย เดินผ่าน ตม ด้วยสีหน้าอึนๆ มานั่งรอรับกระเป๋า ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าจะมีมั๊ย กระเป๋าค่อยๆไหลมาตามสายพาน ใบแล้วใบเล่า …. เอ๊ะ!!!! คุ้นๆนะใบนั้น เดินไปดูใกล้ๆ เพื่อความชัวร์ เย็ดเขร่ กระเป๋ากู กราบขอบพระคุณคุณพี่พนักงานคนสวยคนนั้น กราบบบบบบบบบบบบ ขอให้พี่ได้จมูกโด่ง คางเรียว นมโต ผัวหล่อ ผัวรวย นะคะ :)
เดินออกมาจากสนามบินอย่างอกผายไหล่ผึง มั่นหน้า มั่นใจ มาก บอกเลย 555 ถึงเวลาเดินทางแบบปราศจากไร้ความกังวลกันได้หละ หารถเข้าเมืองกันเถอะ ไม่ยาก และไม่งง คือ เมื่อออกมาจากสนามบิน ให้ไปยืนรอ shuttle bus ที่ป้ายหมายเลข 17 จะมีรถรับส่งฟรีระหว่าง terminal 1 กับ terminal 2 ขึ้นรถไปแล้วก็ไปลงที่ terminal 2 เดินไปนึดนึงแถวลานจอดรถจะมีรถเมล์จอดอยู่ตรงนั้น มีหลายสายมากมายให้เลือก แต่สายที่เราต้องขึ้นก็คือ สาย 17 เพื่อไปให้ใกล้ old quarter ให้มากที่สุด นั่งเข้าเมืองยาวๆ ด้วยราคา 9,000 ดอง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมาย ลงรถสุดสายโล๊ด สังเกตง่ายๆ คือ รถขับขึ้นสะพานเหล็ก 2 สะพาน หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที ก็จะถึงป้ายสุดท้ายของสายนี้ ถ้าไม่แน่ใจก็คอยถามพี่กระเป๋ารถเมล์อีกทีก็ได้ …. รถสาย 17 จะไม่ได้ขับตามถนนสายหลักสักเท่าไหร่ เหมือนขับผ่านถนนตามหมู่บ้านมากกว่า ก็ชิวไปอีกแบบ อากาศๆเย็น นั่งรถชิวๆ เห็นวิถีชีวิตของคนเวียดนาม ใช่สิ!!!! มึงได้กระเป๋ามาแล้วนิ มึงก็ชิวได้สิ

ลงจากรถก็ไม่รอช้า เดินตามแผนที่เพื่อไปหาที่พักที่จองมาไว้แล้วตั้งแต่อยู่ไทย …. old quarter มีที่พักเยอะมากจริงๆ มีหลากหลายราคา หลากหลายรูปแบบ ตอนกลางวันก็คึกครื้น ร้านค้าเปิดขายของกันเยอะมาก อยากจะตัดผม ก็เปิดร้านตัดกันข้างทางเนี่ยแหละ ส่วนกลางคืนก็ไม่ต้องพูดถึง ร้านเหล้า หลึ่ม!!!! แต่ก็ใช่ว่าจะบันเทิงครื้นเครงกันทุกพื้นที่นะ มันก็แบ่งเป็นโซนๆไป ใครอยากสัมผัสชีวิตแบบไหนก็เลือกดีดีละกัน เดี๋ยวจะนอนไม่หลับกันสะป่าวๆ


มาเวียดนามถ้าไม่ได้ยินเสียง แตร คงเหมือนมาไม่ถึงเวียดนาม ไม่ว่าจะ เหนือ ใต้ ออก ตก บีบแตรกันบ้าระห่ำจริงๆ ทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน ขับขี่กันไม่เกรงใจใครทั้งนั้น นี่ดีนะ มีสกิลการข้ามถนนมาจากรอบที่แล้ว บอกเลยว่า ถ้าคิดจะข้ามถนน ข้ามเลย ไม่ต้องยืนลุ้น หรือกล้าๆกลัวๆ เห็นช่องทางก็เดินข้ามมันไปเลย เดี๋ยวพวกเจ๊ๆ เฮียๆ เค้าก็หลบเราเอง …. ถึงที่พัก check-in เรียบร้อย ก็ขอพักร่างแป๊บนึง พักไปพักมาเริ่มหิว ออกไปหาไรกินดีกว่า ก่อนออกมาจากที่พัก พี่พนักงานก็เตือนด้วยความหวังดีว่า ควรสะพายเป้ไว้ด้านหน้านะ อย่าสะพายด้านหลัง เดี๋ยวโดนขโมยของ แล้วก็มองรองเท้าที่ใส่อยู่ พร้อมกับบอกว่า รองเท้าคุณคงไม่มีใครเข้ามายุ่ง เพราะมันดูสะอาดอยู่ ที่จะบอกก็คือ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว จะชอบโดนคนเวียดนามเนี่ย มาเสนอตัวขัดทำความสะอาดรองเท้าให้ แล้วก็เรียกเก็บเงินเรา ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้เรียกร้องจะให้มันขัด ก็ระวังไว้ละกัน เดินๆอยู่อาจจะมีคนเข้ามาวุ่นวายกับรองเท้าของคุณ ก็เป็นได้

ระหว่างทางก็จะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวตลอดทาง มีทั้งนั่งข้างทาง และนั่งในร้าน จัดสักร้านสิ ได้มา 1 ถ้วยอย่างใหญ่ คล้ายๆก๋วยเตี๋ยวบ้านเราละมั้ง แต่เส้นเค้าจะใช้เหมือนเส้นขนมจีนอะ มีมะนาวมาให้บีบใส่ แล้วแต่ชอบ อากาศเย็นๆแบบนี้ ได้อะไรร้อนๆ อร่อยๆ ลงท้องก็สดชื่นดีเหมือนกัน

เดินไปเดินมา กลับมาอยู่หน้าที่พักสะงั้น เลยกะว่าซื้อเบียร์ไปกินสักป๋องสองป๋อง เย็นๆกว่านี้ค่อยออกมาเดินต่อละกัน ว่าไปก็ได้ Bia Ha Noi กับ 333 Export มาอย่างละ 1 ป๋อง ราคางามๆ 2 ป๋องไม่ถึง 40 บาท รู้สึกดีจริงๆ
บ่าย 3 เป็นเวลาดี ถึงเวลาออกไปเดินเล่นข้างนอกแล้ว เดินจากที่พักมาไม่ไกล ประมาณ 5 นาที ก็จะเจอทะเลสาบคืนดาบ สถานที่สำคัญของย่านนี้ ไม่ได้เข้าไปไหว้ ไปชมอะไรกับเค้าข้างในหลอก ขอเดินเล่นชิวๆ ไปเรื่อยๆเนี่ยแหละ .... อากาศดีมาก ณ ตอนนี้ เดินยังงัยเหงื่อก็ไม่ออก เดินวนจนจะครบรอบทะเลสาบแล้ว ดูแผนที่หาที่ไปต่อ สถานที่ตอไปคือ เดินไปสุสานโฮจิมนห์กันจ๊ะ เออ จะบอกว่า ใครขี้เกียจเดิน ก็สามารถเช่ามอเตอร์ไซต์ได้นะ มีให้เช่าทั่วไป หรือจะเลือกใช้บริการรถเมล์ แทกซี่ ก็แล้วแต่กันเลย เลือกเอาตามสบาย แต่เราขอเดินสะท้านลมหนาวสะหน่อย



ไกลฉิบหาย 555 จากทะเลสาบคืนดาบมาสุสานโฮจิมินห์ ดูในแผนที่เหมือนจะใกล้ แต่พอเดินจริงๆ ถึงกับเหงื่อซึม ดีนะอากาศเย็น นี่ถ้ามาหน้าร้อนนะ ไหม้ตายตั้งแต่เดินอยู่ทะเลสาบคืนดาบแล้วมั้ง แต่ถึงจะไกล ระหว่างทางก็มีอะไรให้ดูไปเรื่อย ไม่เบื่อเลย แต่บ่นในใจตลอดทางว่าเมื่อไหร่จะถึงสักที อีห่า!!!! .... คนที่นี้เค้าตัดผม โกนหนวด กันง่ายจริงๆ เห็นกันตลอดทาง แต่ก็น่ารักดีนะ ง ่ายๆ สบายๆ

มีเดินข้ามทางรถไฟด้วย เก๋ปะหละ นี่ถ้านั่งรถมาไม่มีทางได้เจออะไรแบบนี้แน่นอน 555 ถ้าใครเดินมาเหมือนเรา ก่อนจะถึงสุสานโฮจิมินห์จะมีร้านกาแฟชิคๆ เก๋ๆ อยู่ร้านนึง น่านั่งมาก และคนก็แน่นร้านมากเช่นกัน เลยกะว่าไว้ค่อยแวะขากลับละกัน

ถึงสักที สุสานโฮจิมินห์ ตอนเย็นๆ คนเวียดนามจะใช้ลานด้านหน้าเป็นที่วิ่งออกกำลังกาย ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ วิ่งกันไม่หยุด ไอ้เราก็นั่งดูเค้าวิ่งไป แถมยังไปนั่งขวางทางเค้าอีกต่างหาก 555

5 โมงครึ่ง แต่ท้องฟ้ามืดเกินเวลาไปแล้ว เลยเดินกลับดีกว่า ผ่านร้านกาแฟ คนก็ยังเยอะอยู่ดี ไม่กินก็ได้หวะ เดินกลับไปหาอะไรกินที่ตลาดก็ได้ ขากลับไม่ได้เดินกลับทางเดิม ลองเดินไปทางอื่นจะได้เห็นอะไรใหม่ๆบ้าง ระหว่างทางเจอแต่คนมาออกกำลังกาย ทั้งวิ่ง เตะลูกขนไก่ รำไทเก็ก คือริมฟุตบาทข้างถนน เค้าจะมีพื้นที่สำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะ มีอุปกรณ์พร้อม บางทีมาแต่ตัว แต่มาเอาอุปกรณ์ตรงนี้เล่นยังได้เลย มันดีตรงนี้ .... จริงๆในเมืองฮานอย ยังมีสถานที่ให้ไปอีกเยอะมาก แต่ด้วยเวลาแล้ว ทำให้เราไปได้แค่ 2 ที่เนี่ยแหละ แต่ก็โอเคแล้วนะ เพราะก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับที่นี่สักเท่าไหร่ 555

DAY 2 : ตื่นแต่เช้าตรู่ เพราะวันนี้เราจะเดินทางไปซาปากันแล้ว วิธีการเดินทางไปซาปา เราเลือกนั่งรถบัสไปแทนที่จะนั่งรถไฟ เนื่องจากเราไปคนเดียว เดินทางด้วยรถบัสน่าจะปลอดภัยกว่า ราคาถูกกว่ารถไฟ และสะดวกสบายกว่า เราติดต่อซื้อตั๋วกับ Sapa Express โดยให้ข้อมูลเรื่องวันเดินทางไปกลับผ่านอีเมล ซึ่งทางนั้นก็ตอบอีเมลรวดเร็วดี ซึ่งค่าตั๋วอยู่ที่ประมาณ 1,300 บาท รวมไปกลับ (ส่งอีเมลไปคุยรายละเอียดได้ตามอีเมลนี้เลย info@sapaexpress.com หรือเข้าไปดูในเว็บไซต์ www.sapaexpress.com จริงๆสามาถจองตั๋วผ่านเว็บไซต์ได้เลยนะ/รถมีวิ่งแค่ 1 เที่ยวต่อวัน) .... ถึงเวลานัดหมาย 6.30 ทาง Sapa Express เค้าจะมีรถมารับที่โรงแรม ซึ่งเราได้ให้ข้อมูลว่าพักที่ไหนไปในอีเมลตั้งแต่แรกแล้ว ดีตรงที่ไม่ต้องไปเดินหาที่ขึ้นรถเอาเอง สภาพภายในรถก็ใหญ่โตตามระเบียบ แถวนึงมี 3 ที่นั่ง ใครมาคนเดียวก็นั่งแยกไปคนเดียว ใครมาเป็นคู่ก็นั่งด้วยกันไปสะ บนรถมี wifi ด้วยนะเออ มันดีตรงนี้ แล้วก็แจก น้ำ ขนมปัง เล็กๆน้อยๆ พอประทังหิวกันไป อยากจะบอกว่า ที่นั่งเต็มทุกที่จริงๆ มีทั้ง ชาวต่างชาติหัวทอง และ ชาวเอเซีย รถจะแวะให้พักยืดเส้นยืดสาย ประมาณ 2 ครั้ง สำหรับพักกินข้าว ประมาณ 25 นาที และแวะพักเข้าห้องน้ำ ประมาณ 10 นาที

เริ่มเห็นป้ายบ่งบอกว่าอยู่ในพื้นที่เมืองลาวไก สภาพภูมิประเทศก็เริ่มเปลี่ยนไป จากถนนตรงๆ กลายเป็นถนนขึ้นเขา โค้งไปโค้งมา พี่คนขับก็ซิ่งไม่กลัวตกเขาเอาสะเลย สองข้างทางเริ่มเห็นภูเขาสลับสับซ้อนกันไป ทุกคนเริ่มตื่นเต้น เริ่มหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปวิวข้างทาง ใกล้แล้วสินะ ซาปา ของทุกคน .... ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั่วโมงก็ถึงซาปาเป็นที่เรียบร้อย เรามาถึงกันประมาณบ่ายโมงครึ่ง แต่อากาศเย็นมากกกกกก
ลงจากรถมานึกว่าตัวเองเป็นบียอนเซ่ ชาวม้ง ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ รุมทึ้งขายของกันวุ่นวายมาก เล่นมายืนรออยู่ตรงประตูทางลงรถ เกือบ 20 ชีวิตได้ ยืนบังมิดกันขนาดนั้นแล้วพวกกูจะลงไปยังงัยหละนั้น กว่าจะเบียดเสียดเอากระเป๋า แล้วแยกตัวออกมาได้ เล่นเอาปวดหัวสุดๆ นี่ว่าอาศัยตัวเล็ก หลบหลีกมาแล้ว ยั๊งงง ยังจะมีม้งคนนึงเห็น วิ่งตามมา อย่างกะกูไปขโมยของมัน แล้วก็ตามสเตป ขายของไม่หยุด แนะนำแพกเกตพาเดินไปหมู่บ้าน cat cat ไม่หยุด นี่ก็ได้แต่ส่ายหัว ไม่สนใจ มองวิวไปเรื่อย มันก็ไม่ย่อท้อ เดินตามมายันหน้าโรงแรม พอเถอะค่ะ หรือจะเดินขึ้นไปส่งที่ห้องด้วย ยังงัย หรือจะมานอนด้วยกันเลยมั๊ย ? ได้แต่คิดในใจไปคนเดียว
พักผ่อน นอนเล่น ไปสักพัก ออกไปหาไรกินดีกว่า เดินไปเรื่อยๆ จนถึงลานกิจกรรมกลางเมือง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องได้เจอกับโบสถ์คริสอยู่ข้างๆ เวลาตอนนี้ประมาณบ่าย 3 แต่สภาพอากาศหนาวมาก ทั้งหมอก ทั้งลม มือไม้นี่แข็งไปหมด


เดินวนไปวนมา จนเจอกับร้านปิ้งย่าง จัดเลยจ๊ะ ไม่รอช้าแล้ว หิวฉิบหาย อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ก็คงจะเป็นปิ้งย่างแบบนี้ละมั้ง แบบว่า มาแล้วต้องกิน เค้าก็จะมีหลายอย่างให้เลือก ราคาก็แล้วแต่ประเภทของอาหาร เลือกแล้วก็เอาไปปิ้งไปย่างให้สุก แล้วก็กินค่ะ .... มันดีจริงๆ ของร้อนๆ กับอากาศหนาวๆ บวกเบียร์สักขวด สบายละ วันนี้


วันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปไหนเป็นพิเศษ ก็กะเดินเล่นอยู่ในเมืองเนี่ยแหละ เดินไปเรื่อยๆ ตะลุยอากาศหนาวกันไป มันหนาวมากจริงๆ บอกเลย 555 ไม่รู้จะเดินไปไหนแล้ว ขี้เกียจกลับห้อง เลยมานั่งเปื่อยอยู่ตรงลานกิจกรรม ดูชาวเวียดนามเล่นกีฬาท้าลมหนาวกันไป ไม่ใช่เราคนเดียวที่มานั่งดูนะ ชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวก็มานั่งดูเ หมือนกัน บางคนถึงขั้นกระดกเบียร์นั่งดูถ่ายทอดสดกีฬาข้างสนามกันเลยทีเดียว


พระอาทิตย์ตกดิน นักกีฬาชาวเวียดนามเริ่มแยกย้าย เราก็ต้องแยกย้ายเหมือนกัน ไปหาอะไรกินดีกว่า สุดท้ายจบที่บาร์เล็กๆ กับเบียร์หลายขวดหลายยี่ห้อ ลองไปเรื่อย 555 คนเดียวก็ดื่มได้ คนเดียวก็เฟี้ยวได้ เพื่อนในร้านเยอะแยะ

DAY 3 : ตลาดชงตลาดเช้าอะไร ไม่เดินหลอก ขนาดข้าวเช้าที่โรงแรมยังไม่กินเลย จัดการตัวเองเสร็จ ก็พร้อมลุยสำหรับการ trekking ย่อยๆ ที่หมู่บ้าน cat cat จากที่พักเดินไปไม่ไกล เพราะว่าที่พักอยู่ทางเดียวกับทางที่จะไปหมู่บ้าน cat cat พอดี ขาไปนี่อย่างชิว เดินเรื่อยๆ ทางลาด ทางลง อย่างเดียวงัย เดี๋ยวขากลับมึงรู้เลย วิธีที่จะมาหมู่บ้าน cat cat มีหลายวิธี ทั้งเดินมาเองอย่างเรา หรือ เช่ามอไซต์แว้นไปทุกที่ที่อยากไป หรือ ซื้อแพกเกต one day trip กับโรงแรมก็ได้ เราเลือกเดิน เพราะขี่มอไซต์ไม่เป็น และไม่อยากไปกับทัวร์ อยากเที่ยวเอง ไม่อยากให้ใครมารอ การเดินเองจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ระหว่างเดินไปหมู่บ้าน ก็มีม้งสาวคนนึง มาสะเงอะสะแงะ ขายของไม่เลิก จนต้องบอกว่าไม่มีเงินแล้ว ดูสิ ไม่มีจริงๆเนี่ย สักพักนางถึงยอมเลิกลา กว่าจะหลุดกันมาได้ ทำเอาปวดกบาลกันเลยทีเดียว .... นี่เดินไปส่วนไหนของหมู่บ้านก็ไม่รู้ ทางเข้าเค้ามีเก็บค่าเข้า นี่ก็เดินผ่านเข้ามาเฉย เป็นงัยหละ ไม่จ่ายเงิน มึงก็ไม่มีสิทธได้เที่ยวหมู่บ้านนี้หลอก 555 แมร่งเอ้ย เดินไปถึงไหนก็ไม่รู้จริงๆ ก็ว่าอยู่ทำไมมันไม่มีนักท่องเที่ยวเดินสวนกันบ้างเลย แต่ช่างมัน ได้แค่นี้ก็พอใจหละ เพราะวิวก็สวยไม่แพ้กัน ปลอบใจตัวเองสุดฤทธิ์


ยิ่งเดินมาไกล ก็ยิ่งเจอชาวม้งมากขึ้น มาสร้างบ้านกันไกลเหลือเกิน เมื่อก่อนเข้ามากันยังงัย? แบกปูนขนทรายกันทางไหน? .... เด็กๆที่นี่หน้าตามอมแมมเป็นเรื่องธรรมดา มีทั้งขี้อาย และทั้งกวนตีน 555 ยิ่งเวลาได้ขนม ดูจะดีใจและครื้นเครงกันไม่หยุด ถึงขั้นลงไม้ลงมือเพื่อแย่งกันก็มี


อย่างที่บอก ขามาเป็นทางลาด ขากลับก็ต้องเป็นทางขึ้น อีฉิบหาย เหนื่อยเหลือเกิน เห็นร้านกาแฟ ร้านข้าวไม่ได้เป็นต้องหยุดพัก หายใจหายคอกันสักหน่อย ร้านแรกยังใสๆ จัดน้ำแตงโมปั่นแก้หายเหนื่อ นั่งให้หมอกคลุมหัวคลุมตัวเราเล่น

เดินต่อมาอีก จริงๆก็ไม่ได้ไกลอะไรเลย แต่ด้วยที่เป็นทางขึ้นเขา เจอร้านนี้เข้าไป ขอพักอีกสักรอบ เห็นตั้งแต่ขามาแล้ว ตั้งใจว่าจะแวะขากลับ จัดเบียร์สักขวด สองขวด วิวข้างหน้าเริ่ดๆแบบนี้นะ ปล่อยไหลเลยจ๊ะ สบายๆ ไม่ต้องรีบ


ชิวไปยาวๆ ก็ถึงเวลากลับที่พัก เดินจากร้านมาถึงที่พักใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที อย่างที่บอก ที่พักอยู่ปากทางมาหมู่บ ้าน cat cat ขึ้นห้องพักผ่อนแปบนึง เย็นๆ ก็ออกมาเดินเล่นต่อ กิจกรรมที่ขาดไม่ได้ก็คือ มานั่งดู ผช เล่นกีฬาที่ลานกิจกรรม 555

รอบนี้มีวัยรุ่นชาวต่างชาติ มาขอร่วมแจมเตะลูกขนไก่กับชาวเวียดนามด้วย เล่นไป เตะไป กระดกเบียร์ไปด้วย คุณจะชิวอะไรปานนั้น

DAY 4 : เตรียมตัว check out แต่ฝากกระเป๋าไว้ที่ที่พักก่อน เพราะรถออกตอน 4 โมงเย็น ไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอีกสักรอบก่อนกลับ นี่อุตส่าห์ซื้อโปสการ์ดว่าจะส่งกลับไทย ไม่เห็นตู้ไปรษณีย์สักตู้ แถมเดินไปไปรษณีย์ ไปรษณีย์ก็ดันปิดอีก คือไร วันนี้วันพุธ เปิดเสาร์ อาทิตย์ หรือว่างัย? .... เดินเล่นก็แล้ว กินข้าวก็แล้ว ซื้อของก็แล้ว ไม่รู้จะไปอยู่ไหน เลยมานั่งร้านหน้าที่พัก จัดเบียร์ก่อนกลับอีกสักหน่อย ซึมซับบรรยากาศเข้าไปเยอะๆ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องกลับไปเจอความอลม่านวุ่นวายในเมืองต่อ น่าบื่อจริงๆ อยากอยู่แบบนี้อีกสัก 2 เดือน แต่ทำไมได้ ก็ไม่ต้องบ่น


ถึงเวลาขึ้นรถกลับฮานอยแล้วสินะ ลงรถตรงไหน ก็มาขึ้นรถตรงนั้น ไม่ยากเลย ขากลับคนเต็มรถเหมือนเดิม ถึงฮานอยก็ประมาณ 4 ทุ่มนิดๆ อากาศเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ฮานอยร้อนเชียว ถึงขั้นต้องถอดเสื้อแขนยาวออก เพราะร้อนมาก จริงๆอากาศมันก็เย็นๆแหละ แต่แบกทั้งเป้ เดินหาที่พัก คนเยอะอีก ร้อนกันเลยทีนี้ .... อย่างที่เคยบอกไปว่า old quarter มีที่พักเยอะมาก รอบนี้ดั๊นนนน ไปเลือกที่พักอยู่ในดงร้านเหล้าเลยจ๊ะ กลับมาเหนื่อยๆ เพลียๆ กะว่าจะรีบนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ตุ๊บ ตุ๊บ เห่ เสียงเพลง เสียงคน ดังไม่หยุด ดีนะร้านไม่ได้เปิดยันเช้า .... แล้วนี่เลือกนอนรวมแบบ drom ด้วย ก็หวังว่าอย่าเจอเสียงกรนขั้นรุนแรงเลยเถิด บุญยังมี โชคดีที่มีแค่ 3 คนในห้อง และโชคดีที่ ผช ฝรั่งคนนั้นมันไม่กรน ไม่งั้นไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันพอดี เก็บกระเป๋าแล้วไปนอนสนามบินได้เลย
DAY 5 : ตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อ go to สนามบินเลยค่ะ ให้โรงแรมเรียกแทกซี่ให้ ราคา 270,000 ดอง ถึงสนามบินเหลือเวลากินข้าว ชิวๆ สวยๆ ไปเรื่อย วันสุดท้ายของฮานอย ตอนเหนือของเวียดนาม สัญญาว่าจะกลับมาใหม่ เพราะตั้งใจจะมา trekking ขึ้น Mt.Fansipan จริงๆรอบนี้ก็สามารถ trekking ได้นะ แต่ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเลย ก็อย่าเพิ่งไปดื้อรั้นจะ trek เลย เดี๋ยวเป็นอะไรขึ้นมาจะไม่คุ้มเอา ไว้กลับมาใหม่คราวหน้า ต่อให้มันจะมีกระเช้าขึ้นไปแล้วก็ตามเถอะ

มาเวียดนามเหนือทั้งที มันมีที่ให้ไปเยอะมาก ไหนจะ ฮาลองเบย์ ซาปา เว้ ฮอยอัน หรือจะเที่ยวในฮานอยเอง ก็มีสถานที่ให้เที่ยวเยอะแยะมากมาย อยากจะลุย อยากจะสบาย ขนาดไหน ก็มีให้เลือกทุกอย่าง ส่วนซาปาเองก็มีหลากหลายสถานที่ให้ไป แต่ที่แน่ๆคือ ธรรมชาติที่นี่ยังคงอุดมสมบูรณ์ มองไปภูเขาลูกไหนก็เจอแต่สีเขียวของต้นไม้ .... TRIP นี้ไม่ขอแจงรายละเอียดค่าใช้จ่าย ว่าอะไรใช้จ่ายไปเท่าไหร่บ้าง ขอแจงแค่ค่ารถไปกลับระหว่าง ฮานอย-ซาปา ประมาณ 1,300 บาท ซึ่งราคานี้ประหยัดกว่าและเดินทางเร็วกว่ารถไฟ แต่แน่นอนว่า เรื่องราวและบรรยากาศระหว่างทางมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง .... ดังนั้น คิดแล้วก้าวออกมา ลงมือ แล้วเดี๋ยวคุณก็จะเจอกับความสุขแบบที่คุณเลือกเอง
© 2016 by I'M LOST CONTROL
bottom of page