top of page

Mt.Rinjani . Indonesia : หายใจให้ลึก ก้าวให้สุด เพื่อให้รับรู้

Lombok . 13.10.2016 - 17.10.2016 . Couple

          หลายๆครั้ง ที่การเดินทางไม่จำเป็นต้องมีการวางแผนอะไรมากมาย หรือวางแผนล่วงหน้าเยอะแยะ ปล่อยให้หลายๆสิ่งไหลไปตามความรู้สึก ตามอารมณ์ ไปรับรู้กันข้างหน้า ตามสถานการณ์ที่กำลังจะได้ไปเจอบ้างก็ดีเหมือนกัน

        เหมือนร่างกายขาดการเดินทางนานไม่ได้ ในหัวพลันจะคอยคิดถึงแต่สถานที่ต่อไปที่อยากจะไปสัมผัสไม่หยุด จนกระทั่ง Mt.Rinjani เข้ามาในชีวิต ตบปากรับคำทันที สถานะทางการเงินจะมีเพียงพอมั๊ย ก็ยังไม่รู้เลยจริงๆ เพราะเป็นทริปที่กระชั้นชิดกับอินเดียมากๆ แถมอยู่ดีดีก็โผล่มา แต่จะให้ปฏิเสธ ก็ไม่ใช่เรื่อง อย่าชวนเรื่องเที่ยวเลยจริงๆ ปฏิเสธคนไม่เป็นจริงๆเรื่องนี้ :)

        5 วัน 4 คืน เป็นเวลาที่พอเหมาะพอเจาะสำหรับเราทั้ง 2 คน แต่พวกเราเลือกที่จะบินไฟท์เย็นในวันที่ 12 ตุลาคม เพื่อประหยัดเงิน !!!!!!!!!!!!!!!!! หมายเหตุตัวใหญ่กว่าควายไปเลยค่ะว่า "ทริปนี้ขอแบบถูกที่สุด จะให้เหนื่อยหนัก ลำบากขนาดไหนก็ยอม ขอถูกไว้ก่อน" 

วันพุธที่ 12 ตุลาคม 2559 : 17.00 น. 

        รวมตัวกันที่สนามบินดอนเมือง ไฟท์บินของพวกเราคือ 20.20 น. รีบมาทำห่าทำเหวทำไมตั้งแต่ 5 โมงเย็นไม่ทราบบบบบ . คือวิตกกังวลไปเอง ช่วงนั้นฝนตกตอนเย็นทุกวัน และต้องเดินทางจากบ้านมาสนามบิน โดยผ่านเส้นแจ้งวัฒนะ ทุกคนคงทราบดีว่าช่วงนั้น หน้าศูนย์ราชการฝนตกปุ๊บกลายเป็นคลองปั๊บ ด้วยความกลัวรถจะติดจนถึงขยับไม่ได้ ก็เลยรีบออกจากบ้านมาสะเร็วเลย เร็วเกิน มาถึงเคาน์เตอร์ยังไม่เปิดให้โหลดกระเป๋าด้วยซ้ำ บทจะมาสนามบินเร็วก็เร็วฉิบหาย บทจะมาสนามบินช้าก็วิ่งขึ้นเครื่องเหนื่อยสายตัวแทบหลุดสะงั้น . ไม่เป็นไร มาถึงเร็วมีเวลาเหลือดีกว่ามาถึงช้าทำอะไรไม่ทันตกเครื่องนะเออ

        ดอนเมือง 20.20 น. - กัวลาลัมเปอร์ 23.30 น.

        นั่งรอก็แล้ว .

        เดินรอก็แล้ว .

        .

        ฟังเพลงรอก็แล้ว .

        กินรอก็แล้ว .

        .

        นอนรอก็แล้ว . ซึ่งไม่หลับ ปกตินอนตี 4 งี้ 

        เมื่อไหร่จะเช้าาาาาาาาา แต่ก็ต้องรอไปค่ะ นู๋รอได้ อะไรที่ทำให้นู๋ประหยัดนู๋ทำได้หมด รอค่ะรอ

        .

        กัวลาลัมเปอร์ 08.35 น. - ลอมบอก 11.45 น.

DAY 1 : วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559

        สุดท้ายก็ถึงลอมบอกเป้าหมายของพวกเราในที่สุด อย่าคิดว่าจะได้นอนบนเครื่อง หลังจากที่นั่งรอต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ . บนเครื่องเป็นอะไรที่สนุกสนานครึ้กครื้นสุด ผู้โดยสารสลับที่นั่งกันไม่หยุดที เดี๋ยวก็มีประกาศอะไรก็ไม่รู้ ประกาศเสร็จผู้โดยสารปรบมือกันสนั่น เดี๋ยวก็มีแจกของชำร่วย เดินแจกข้าวแจกน้ำ อีห่า อยากนอนเงียบๆค่าาาาาาาา

        ออกมาจากสนามบิน สิ่งแรกที่ทำก็คือแลกเงิน ดูรวยขึ้นมาทันที แลกเงินทีได้กลับมาเป็นแสน (รูเปียห์) . เดินออกมาชะเง้อชะแง้หาป้ายชื่อพวกเรา เจอแล้ว พี่ไกด์มายืนรอรับพวกเราตามนัดหมาย จากสนามบินไปหมู่บ้าน Senaru ประมาณ 3-4 ชั่วโมง แรกๆก็ชมวิว ยิ้มหวานประทับใจกันไป สักพักสลบไสลนอนตายกันทั้งคู่ ที่เด็ดสุดคือรถเสีย ควันขึ้นที่หม้อน้ำลามมาที่เบรคเท้าในรถ ดีจ๊ะ ไปต่ออีกไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงที่พักแล้วนะ แต่สุดท้ายพี่เอเจนซี่ก็แว๊นมอเตอร์ไซค์มารับพวกเราไปที่พักต่อ แต่ต้องยอมใจอีรถคันนี้เลยจริงๆ มันคงอดทนอดกลั้นพยายามจะมาส่งให้ถึงที่หมายอยู่หลอก พี่คนขับรถแวะซื้อน้ำเปล่าแบบขวดเติมระหว่างทางทุกๆครึ่งชั่วโมง จนวินาทีสุดท้าย มันคงไม่ไหวแล้วจริงๆ มันคงคิด อย่างน้อยก็พามาใกล้ที่หมายแล้วนะ ดีกว่าปล่อยไว้กลางทาง

        ถึงที่พักเรียบร้อย เก็บข้าวเก็บของ ฟังพี่เอเจนซี่อธิบายว่าพรุ่งนี้และอีกหลายๆวัน ที่เราจะฝากชีวิตไว้ ต้องเจอกับอะไรบ้าง . บอกตรงๆว่ามาครั้งนี้ ส่วนตัวหาข้อมูลมาน้อยมาก คือหาเฉพาะเอเจนซี่ที่จะพาเดิน ก็ไม่หาอะไรต่อแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องที่จะต้องไปเจอข้างหน้าบ้าง ไม่ต้องรู้ก่อนว่าตรงนี้จะเจออะไร กินข้าวแบบไหน นอนยังงัย ทำอะไรบ้างในแต่ละวัน ไม่ต้องเห็นภาพมาก่อน บางทีก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน จริงๆนะ

         เอเจนซี่ที่พวกเราเลือก คือ Yannick Trekker e-mail : yannick.trekker@gmail.com พวกเราเลือกเป็นแบบ Join Group 3 วัน 2 คืน ราคาประมาณ 130 usd ต่อคน ราคานี้รวมที่พักคืนแรกก่อนเทรคกิ้ง / เต้นท์ที่พักและอุปกรณ์ในการนอนระหว่างเทรคกิ้ง / อาหาร 3 มื้อต่อวัน ระหว่างเทรคกิ้ง / มีรถรับส่งจากสนามบินและขากลับสามารถไปส่งได้ตามสถานที่ที่เราต้องการ ค่าลูกหาบ 20 usd ต่อวัน ในส่วนนี้หาข้อมูลและทำความเข้าใจมาพอสมควรว่าเลทราคานี้จะได้อะไรบ้าง ยิ่งจ่ายราคาแพง ข้าวของระหว่างเทรคก็จะยิ่งได้เยอะ ยิ่งอยู่สบาย แต่อย่าลืม ขอมาแบบถูกที่สุด ราคานี้ดีลเลยค่ะ จองเลยค่ะ

        ฟังเรื่องราว Mt.Rinjani + จ่ายเงินค่าเทรคเรียบร้อย ก็ออกไปหาข้าวกินกัน หิวมากกกกก เพลียมากกกกก ได้เห็นวิวข้างหน้าก็ชื่นใจขึ้นมาหน่อย

DAY 2 : วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2559

        จะ 7.30 น. แล้ววววว ยังเก็บข้าวของกันไม่เสร็จเลย คุณน้องไกด์มาเคาะประตูถึงหน้าห้อง ตามให้พวกเราออกมากินข้าวเช้า แล้วออกเดินทางกันสักที . บนรถบรรทุกคันเล็กๆ มีหนุ่มฝรั่งเศส 2 คนนั่งรออยู่บนนั้นแล้วเรียบร้อย พร้อมกับบรรดาลูกหาบอีก 4 คน พร้อมกับเสบียงที่จะช่วยให้พวกเราอยู่รอดบนภูเขา

        จากที่พัก ไปถึงจุดเริ่มต้นที่ Sembalun Village ใช้เวลาประมาณ เกือบๆ 1 ชั่วโมงได้ ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านบ้าง ป่าเขาบ้าง เห็นทะเลไกลๆบ้าง ถือว่าวิวดีใช้ได้เลยทีเดียว

        

        S T A R T : และแล้วรถบรรทุกคันน้อยก็มาจอดกลางทุ่งหญ้า ทุกคนลงจากรถ จัดแจงร่างกาย เพราะเมื่อยมากกกกก เบียดกันไปกี่คนละบนรถบรรทุกนั้นอะ ขางอ ขาพับ กันทุกคน เหยียดขาไปไหนไม่ได้เลย . น้องไกด์ก็แจกน้ำขวดใหญ่ประจำกายให้คนละขวด และออกเดินทาง ลุย !!!!!!!!!!!!!

แต่ น้องไกด์ของพวกเรายังไม่เดินมาด้วยนะ นางบอกว่าต้องรออีกกลุ่มนึงมาก่อน ซึ่งตอนนี้ยังมาไม่ถึงกัน สรุปกลุ่มพวกเรามีสมาชิกทั้งหมด 6 คนถ้วน เดี๋ยวเจอกันข้างบนนู้นนะ บนนู้นอะ ต้นไม้ต้นนั้นใกล้ๆเนี่ย เชื่อเลยว่า กลุ่มที่มาทีหลังเดินตามพวกเรา พวกเรา 2 คนเนี่ย ไม่นับอีฝรั่งเศสนั้นนะ (ขายาว หุ่นดีกันขนาดนั้น) ทันแน่นอน

        ช่วงแรกเป็นการเดินแหวกว่ายผ่านทุ่งหญ้ากันไป ยังดีเดินกันช่วงเช้า แดดยังไม่ร้อนเท่าไหร่ แต่ก็ร้อนพอจะทำให้เพื่อนเราอีกคนถึงกับหมดแรง อยากจะอ๊วกตั้งแต่ 15 นาทีแรก ฉิบหายแล้วงัยหละ นางพักทุกๆ 5 นาทีที่เดิน ต้นไม้ใหญ่ที่จะให้ร่มเงาก็ไม่มี นั่งพักกลางแดดก็ต้องยอม . จากจุดเริ่มต้นไปยัง Pos 2 ที่จะแวะทานข้าว พวกเราล่อไป 3 ชั่วโมงกว่า ถึงก่อน เดินมาก่อน แต่โดนแซงไปทุกกลุ่ม ฝรั่งเศส 2 คน ตอนแรกก็เดินด้วยกัน ถามสารทุกข์สุขดิบเพื่อนอยู่ดีดี สักพักนางเดินนำลิ่วไปพร้อมลูกหาบส่วนกลางไปเลยค่าาาาา เหลือนี่ เพื่อน และลูกหาบที่พวกเราจ้างมาแบกของส่วนตัว กันอยู่ 3 คน แต่ก็ยอมใจเพื่อน สุดท้ายนางก็ใจสู้เดินต่อมาจนถึงที่พักกินข้าวกลางวันได้

        สมาชิกทุกคนที่มาพร้อมพวกเรา และแซงพวกเราไประหว่างทาง สุดท้ายก็ต้องมาเจอกันตรงนี้อยู่ดี เพราะทุกคนก็รอคณะลูกหาบทำข้าวกลางวันให้กินกันตรงนี้ ช่วงที่พวกเรามาถือว่าคนไม่เยอะมากเท่าไหร่ . สังเกต ส่วนใหญ่คนที่มาเดินจะเป็นวัยรุ่นสะส่วนมาก ไม่มีคนอายุเยอะเลยก็ว่าได้ อารมณ์ไม่เหมือนไปเดินที่เนปาล ดูได้จากการแต่งตัวของแต่ละคน ดูมีความเป็นแฟชั่นมาก 5555 พวกที่เดินลงมาจากเขา ผู้ชายบางคนแต่งตัวอย่างกับจะไปทะเลต่อ เข้าใจว่ามันร้อนแหละ แต่ดูแล้วก็มีสีสันดี บางคนใส่เสื้อเชิ้ตมาเดิน เห้ยยยย มาเดินป่าป่าวหวะแก 5555

        อยากให้สังเกตที่กล้วยหอม .

        กินได้มั๊ยหวะ ? 

        นี่คนนึงหละที่ไม่กิน กินเข้าไปท้องอืด ท้องเสีย กลางป่า กูยอมชิงโดดเขาตายก่อนเลยดีกว่า

        แต่ก็เห็นฝรั่งเค้ากินกันนะ แต่ก็ตามสบายอะ ท้องใครท้องมัน กูไม่เสี่ยง 555

        กินอิ่มก็เดินกันต่อ . เหมือนเดิม เดินมาก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องให้เค้าแซงไป จะเอาอะไรไปสู้พวกเค้าาาาา ฝรั่งก้าวทีนึง เท่ากับ 2 ก้าวของพวกเรา เจอกันบนนู้นนะ บนนู้นอีกหละ 5555 

        นับจากนี้ไป จะเป็นการเริ่มเดินขึ้นทางลาดชัน ผสมกับขั้นบันไดอันโหดร้ายต่อขา เริ่ม !!!

        เมื่อไหร่จะถึงงงงงงงงงงงงง ยิ่งเดินก็ยิ่งเจอบันได ยิ่งเดินก็ยิ่งเจอทางชัน ยิ่งเดินก็ยิ่งหนาว เดินๆอยู่หมอกก็มาคลุมตัวเรา เอาแทบไม่เห็นทางเดินกันทีเดียว จนป่านนี้น้องไกด์และสมาชิกที่เหลือก็ยังไม่เจอหน้าตาสักที ส่วนฝรั่งเศส 2 คนนั้น ป่านนี้นอนรออยู่ในเต้นท์ไปแล้วมั้ง หืมมมมมมมมม

        

        . การฉี่ครั้งแรกในการเทรคที่ Mt.Rinjani .

        วิวสุดลูกหูลูกตา อากาศเย็นๆ นั่งลงถ่ามกลางทุ่งหญ้าเหลืองอร่าม พร้อมกับค่อยๆถอดกางเกงลงมา แล้วปลดปล่อยมันออกมาอย่างไม่ต้องยั้ง อาจจะมีหญ้าแหลมๆปะทะตูดบ้างนิดหน่อย พอหยอกล้อให้จั๊กจี้แบบน่ารักๆ "เป็นการฉี่ที่ฟินไปอีกแบบ 555"

        ปล่อยให้เพื่อนเดินรั้งท้ายกับคุณลุงลูกหาบไปกัน 2 คน ขอเดินนำไปก่อน ตามกำลังฝีเท้าที่มีไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอกันระหว่างทางเนี่ยแหละ เหนื่อยก็พัก เจอนักท่องเที่ยวเดินลงสวนมา ก็ทักทาย ถามไถ่ถึงระยะความไกลของแต่ละฝ่าย บางคนก็ตกใจทำไมมาเดินคนเดียวอยู่ตรงนี้ (เอะ มึงก็เดินคนเดียวอยู่เหมือนกันนะ จะตกใจทำไม) ต่างฝ่ายต่างให้กำลังใจกันไปมา น่ารักที่สุด (ยังขอย้ำเหมือนเดิม เสน่ห์ของการเทรคกิ้งมันอยู่ตรงนี้ มันอยู่ตรงนี้จริงๆ)

        15.15 น. ในที่สุด ก็ได้พบกับน้องไกด์ และสมาชิกที่เหลือ สรุปมาเพิ่มอีก  4 คน เป็นชายหนุ่มจากลอนดอน 3 คน และ หญิงสาวจากเยอรมัน 1 คน แต่ทั้ง 4 คนนี้เป็นเพื่อนกัน ท่าทางแต่ละคนเหนื่อยมากกกกกกก นี่มันเดินกันจนตามพวกเราทัน กูว่าแล้ว 555 . พักกันอยู่สักพักก็เริ่มเดินต่อ คริสตินหญิงสาวเยอรมันเดินนำไปพร้อมกับหนุ่มขี้บ่น(แต่ฮา) และหนุ่มยิ้มหวาน (เดี๋ยวได้รู้แน่นอนว่าทำไมถึงเรียกแทนพวกเค้าแบบนี้ 555) แต่เหลือหนุ่มอวบอั๋น รั้งท้ายไว้คนนึง นางดูเหนื่อยที่สุด สภาพดูไม่ไหวแล้ว ขาเหมือนจะก้าวไม่ออกแล้วจริงๆ กลายเป็นว่าช่วงท้ายมีพวกเรา 2 คน หนุ่มอวบอั๋น และน้องไกด์ เดินรั้งท้ายชิวๆ เหนื่อยก้พัก ไม่ไหวก็นั่งล้วงหาของกินกินเพิ่มพลังกันไป

        ช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของวันนี้ เป็นอะไรที่แย่มากกกก

        กำลังกายเริ่มหมด

        กำลังใจเริ่มเกเร

        ใจคิดตลอดว่า อยากนั่งเฉยๆ นั่งนานๆ กายแมร่งก็เสือกทำตาม จนคนอื่นเค้าลุกเดินกันไปหมดแล้ว นี่ก็ยังนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ยอมลุกที (ใจกับกายบางทีก็ทำงานกันเป็นทีมดีจริงๆ ใช่เวลามั๊ยเนี่ย?)

        อีกใจก้อยากนอนยาวๆตรงนั้นแมร่งเลย กลายเป็นความ "ขี้เกียจ" เข้าสิงสะงั้น สับสนสุดๆ ณ เวลานั้นบอกตามตรง

        แต่สุดท้ายยังงัยเราก็ต้องเดินต่อ ต้องเอาร่างนี้ไปนอนในเต้นท์ให้ได้ อีกนิดนึง อีกนิดนึง และ อีกนิดนึง . วู้ว จนในที่สุด ก็เดินมาถึงยอดเขาอันแสน .... เหลือเกิน มองเห็นเต้นท์เรียงแถวกันอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ ไปค่ะ ลุยกันต่อ อีกนิดเดียวเท่านั้น อันนี้เรื่องจริงละ

        แหม่ ตั้งเต้นท์สะไกลเลยนะคะคุณพี่ เกือบเป็นเต้นท์สุดท้ายของทั้งหมดที่มีอยู่ . หนุ่มฝรั่งเศส 2 คน ยืนสูบบุหรี่สบายใจ เม้ามอยส์กับหนุ่มอวบอั๋น อย่างสบายใจเชียว ใช่สิ พวกมึงคงมาถึงนานมาก จนหลับไปได้ตื่นนึงกันแล้วใช่มั๊ย ?

        บนนี้ลมพัดหนักมาก หนาวหนักมาก อยู่ในเต้นท์คือสิ่งที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้  รอลูกหาบทำข้าวเย็นให้กิน นอนพักผ่อน เตรียมเดินต่อ ตี 2 ครึ่ง คืนนี้ . ตายแน่ๆ กูต้องตายแน่ๆ

        วันที่ 1 ในการเทรคกิ้ง : 07.30 น. - 18.06 น.

        10 ชั่วโมงกว่าสำหรับวันแรก

        เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ

        .

        .

DAY 3 : วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2559

        ตี 2 ตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงของความวุ่นวายภายนอกเต้นท์ พวกเราขอแต่งตัวเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายอีกสักหน่อย ตี 2.30 ตามเวลานัดหมายเริ่มออกเดินทาง ซึ่งชาวบ้านชาวช่องเค้าเดินนำออกไปกันหมดแล้ว เหลือพวกกู 2 คนเนี่ยแหละ อ้าววว . สรุป ได้เดินกับไกด์ไปกัน 3 คน ที่เหลือน่าจะไปไกลกันแล้ว เจอกันบนนู้นนะ (อีกละหรอ) 

       เดินมาไม่ถึง 5 นาที เพื่อนเราสภาพดูเหนื่อยมาก หายใจแรง ด้วยอากาศที่หนาว ลมพัดแรงเบอร์สุด กับระดับความสูง 2,639 ม. ทำให้ต้องปรับตัวกันหน่อย ทำอะไรช้าลง ค่อยๆหายใจ และหายใจลึกๆ ไม่ต้องรีบร้อน อาการเหมือนตอนที่เราไปเดินที่คินาบาลูเลย ตายตั้งแต่ 5 นาทีแรก แต่ด้วยแรงสู้ ก็ต้องไปต่อค่ะ 

        . เดินคนเดียว ในความมืดมิดของแสงไฟ และ สีผิวตัวเอง (จะเล่นตัวเองทำไม) .

        ในที่สุดเราก็เดินนำมาก่อน เพื่อนเดินกับไกด์ไป ไม่ใช่ว่าทิ้งเพื่อนนะ อยากให้ทำความเข้าใจกันก่อนว่า ระดับการเดินของแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าเราเดินได้ในระดับนึง แต่ไปเดินกับระดับที่ช้ากว่า แล้วหยุดพักบ่อยๆ มันจะทำให้เราเหนื่อยง่ายตามไปอีกคน ซึ่งพวกเราได้พูดคุยกันแล้วว่า ใครไหว เดินนำไปก่อนได้เลย ไม่ต้องรอ สุดท้ายยังงัยก็เจอกันไม่ว่าจะตรงไหนก็ตาม :)

        

        เอาจริงๆเดินคนเดียวก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรนะ เดินไปตามทางที่มันมีเนี่ยแหละ แต่บางช่วงก็แอบงง คิดเหมือนกันว่าหลงรึเปล่า แต่ก็พยายามเอาไฟคาดหัวส่องหารอยเท้า ก็โล่งใจไป มาถูกทางอยู่ ดูดีไปอีก เดินตามรอยเท้าที่ทิ้งไว้ระหว่างทาง 5555 . ก็คิดดูสิ เดินมาทางใหญ่ๆ ปกติอยู่ดีดี ก็เหลือทางแคบเข้าไปในโขดหินกว้างไม่ถึง 50 เซนติเมตร จะให้คิดว่างัยดีหละ

        ทางเดินช่วงแรกเป็นหินแข็งๆ ยังมีที่ให้เท้าเหยียบแล้วทรงตัวได้ หลังๆนี้ หินกรวดล้วนๆเลยค่ะ เดินยากฉิบหาย ลมพัดก็แรง หนาวก็หนาว หันไปทางไหนก็มีแต่ความมืด เห็นไฟจากที่คาดหัวชาวบ้านข้างบนอยู่ลิบๆ เอาหวะ เราต้องตามไปจุดนั้นให้ได้

        . พระอาทิตย์กำลังจะโผล่ขึ้นมาแล้ววววววว กูยังไม่ถึงยอด Summit เลยยยยยยย .

        หันหลังไป ก็ไม่เจอเพื่อน มองบนขึ้นไปก็ไม่เห็นใครสักคน มองบนขึ้นไปอีก Summit ทำไมแมร่งยังอีกไกลเลยหวะ นี่กูเดินมานานมากแล้วนะ จะ 6 โมงเช้าอยู่แล้ว ทำไมมันไม่ถึงสักที ? ตอนนั้นหนาวมาก ปากสั่น สั่นจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง เจอพี่ไกด์พาคนลงมาพอดี เลยถามว่าอีกไกลมั๊ย คำตอบที่ได้คือ " อีกประมาณชั่วโมงกว่า จากตรงนี้ " อีเหี้ย !!!!!! ถึงกับหมดแรง จากที่ฮึดสู้มาตลอด พระอาทิตย์ก็ขึ้นมาสาดแสงเต็มที่ทั่วท้องฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว ยังงัยดี ยังงัยดี กลัวตัวเองลำบากจังเลย

        ตัดสินใจ พอ จบ จบตรงจุดนี้ ถ้าขึ้นไป กว่าจะถึงคงเกือบ 8 โมง แล้วกว่าจะลงมาที่ Camp อีก เก็บแรงไว้เดินต่อวันนี้ดีกว่า ถึงแค่ตรงนี้ก็ภูมิใจ และสวยมากแล้ว จริงๆ

        แหนะ !!!! เดินลงมา เจอเพื่อนนั่งรออยู่ข้างทาง นางก็ถอดใจ พอ จบ เหมือนกัน 555 . อยู่ไม่นานนี่ก็ลงมาก่อน เพราะหนาวเหลือเกิน พยายามสงบสติอารมณ์ แมร่งก็ไม่ช่วยอะไรเลย เลยตัดสินใจเดินลงมาก่อน 

        มีพี่ๆไกด์กลุ่มอื่นเดินมาด้วยกันพอดี เริ่มมีคนเดินลงมาบ้างแล้วเหมือนกัน ตัดสินใจถูกแล้วละ ขึ้นไปป่านนี้ กว่าจะถึง กว่าจะลง แล้วต้องเดินต่ออีก ตาย คำเดียว

        ขาลงนี่สนุกสุด อย่างที่บอกว่ามันเป็นทางชันแบบหินกรวด หินทราย แทบจะกลิ้งลงมาเลยค่ะ ฝรั่งนี่วิ่งลงกันเลย คือกลัวมันเบรคกันไม่อยู่ หน้าทิ่มหินนะสิ 

        ตี 2.30 จนถึง 7.25 ถึงเต้นท์ กูขอนอนก่อนเลย ไม่สนอะไรทั้งนั้นแล้ว

        09.46 น. ออกเดินกันต่อ วันนี้จะได้ไปแช่น้ำร้อนกันด้วยยยยย หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมามาก และไม่ได้อาบน้ำมาเกือบ 2 วันเต็มๆ วันนี้น่าจะเป็นวันสบายๆนะ ดูจากรูปการณ์แล้ว ดีใจจังเลยยยยยยย

        เดินชิวๆ เดินลงเขา ทางเป็นขั้นบันไดหินบ้าง ทางเรียบบ้าง อากาศเย็นๆ เจอนักท่องเที่ยวที่เริ่มต้นเทรคจาก Senaru Village (สามารถเลือกเริ่มการเทรคได้ 2 ทาง จากหมู่บ้าน 2 ฝั่ง)

        เดินนำมาก่อนเช่นเคย คนเดียวชิวๆ เพื่อนเราเดินกับคุณลุงลูกหาบประจำตัวไป ส่วนไกด์รอเคลียร์กับกลุ่มลอนดอน เนื่องมาจาก หนุ่มขี้บ่น (แต่ฮา) และหนุ่มอวบอั๋น เกิดอาการงอแง จะเดินลง ไม่ไปต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่า เดินไม่ไหวแล้ว เพิ่งลงมาจาก Summit ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ต้องเดินต่ออีกแล้ว ยังไม่ได้พักกันเลย ไกด์เลยต้องจัดแจงหาคนไปส่ง 

        

        . อาหารกลางวัน . 

        เดินมาเห็นลูกหาบกำลังจัดแจงทำข้าวกลางวัน แต่ ไม่ใช่กลุ่มกูค่ะ แมร่งมองไปคือทางขึ้นเขาอีกแล้วงัย สัส !!! ตั้ง Camp ไกลอีกแล้วนะ . สรุปมาถึงไม่มีใครเลยค่ะ นี่เข้าใจว่ายังงัยก็ต้องมาเจอหนุ่มฝรั่งเศส 2 คนนั้น เห็นเดินตามลูกหาบมาตอนแรกเมื่อเช้า พวกมันไปไหนกัน จะถามลูกหาบ กูนี่ก็พูดไม่เป็นไปอีก แถมจำหน้าลูกหาบไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าใช่กลุ่มเรารึป่าว ลูกหาบก็เรียกให้มานั่ง ชี้ทางปีนขึ้นมา ช่วยเหลือสุดฤทธิ์ นึกขึ้นได้ ถ่ายรูปไว้เมื่อวานนี้หว่า เปิดรูปให้พวกนางดู ใช่เลย สบายใจแฮร์ 

        สักพักกลุ่มลอนดอนพร้อมไกด์ก็มาถึง อ้าว อะไรของพวกมึงกันเนี่ย งงไปหมดแล้วนะ ไหนบอกกลับ แล้วอีฝรั่งเศสอยู่ไหน จะถามก็ใช่ที่ คงไม่รู้เรื่องกันแน่ๆ เลยคิดเอาเองว่า 

        ฝรั่งเศส มาเดินแค่ 2 วัน 1 คืน - ที่เห็นเดินตามลูกหาบไป คือเดินกลับ เพราะลูกหาบคนนั้นก็ไม่อยู่แล้ว

        ลอนดอน มาเดิน 3 วัน 2 คืน - แต่สงสัยโดนเพื่อนบิ้ว เลยเปลี่ยนใจ เดินต่อ

        ต้องใช่แน่ๆ 

        ระหว่างนั่งกินข้าว เดี๋ยวก็แดดออก เดี๋ยวก็หมอกลง เดี๋ยวก็ฝนตก อีห่า เอาสะครบทุกฤดูใน 1 ชั่วโมงเลยนะมึง . กินเสร็จก็เดินกันต่อ ทางเรียบๆ เดินง่ายๆ ชิวๆ เลยอันนี้ เดินตามหนุ่มยิ้มหวานไป สักพักกลุ่มลอนดอนที่เหลือก็ตามมาสมทบ เพราะหยุดรอ 555 ส่วนเพื่อนกู นู้นค่ะ ข้างหลังนู้น เจอกันที่บ่อน้ำร้อนนะมึง

    

        . H O T  S P R I N G S .

        เย่ เย่ เหมือนสวรรค์มาโปรด อากาศเย็นๆ กับน้ำอุ่นๆ ร้อนๆ เดินมาเหนื่อยๆด้วยนะ มาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลง ถอดเสื้อถอดกางเกง แล้ววิ่งเข้าใส่น้ำกันถ้วนหน้า เก็บเกี่ยวความสุขกันไป ก่อนเดินทางกันอีกครั้ง เป้าหมายต่อไปคือ Camp เพื่อที่นอนของพวกเราคืนนี้

        มีความสุขจังโว๊ยยยยยยยยยยยยยยยย

        15.17 น. หลังจากได้น้ำสะอาดปะทะร่างกาย พวกเรา The gang ก็ต้องเดินทางกันต่อ . เหมือนร่างกายได้พักไปสักแป๊บ พอเดินขึ้นบันไดนิดหน่อย ทำไมมันดูยากจังหวะ แหม่ !!! สบายหน่อยไม่ได้เลยนะมึง ขึ้เกียจขึ้นมาทันที เป็นแบบนี้กันทุกคนเลย 555 เจอทางขึ้นที ดูยากๆยังงัยก็ไม่รู้

        เดินผ่านทะเลสาปไปอย่างชิวๆ ทางเดินง่ายๆ วิวสวยๆ บวกกับรอยยิ้มหวานๆ ของหนุ่มลอนดอนยิ้มหวาน . คือไม่ได้สนใจอะไรนางเลย จนกระทั่งนี่เดินนำมาแล้วเจอทางลง เลยจะให้นางเดินนำไปก่อน นางยิ้มแบบปากจะฉีก ยิ้มแบบเปิดโลกมาก สงสัยปกตินางหน้านิ่งๆด้วยมั้ง แต่เห็นช็อตนั้นไปแล้ว ดีต่อใจมากจริงๆ :))))))))

        . ความจริงเริ่มปรากฏ .

        แอบคิดว่าวันนี้สบายๆ ชิวๆ มาทั้งวัน อีสัส อีห่า อีเหี้ย เหี้ยมากจริงๆ หลังจากเจอทะเลสาบ ทางต่อไปนี้คือทางขึ้นเขาทั้งหมด . และแล้ว The gang ก็เริ่มแตกกระจาย 

        กลุ่มที่ 1 - คริสตินสาวเยอรมัน และ หนุ่มขี้บ่น (แต่ฮา) 

        กลุ่มที่ 2 - หนุ่มยิ้มหวาน (แจมกับกลุ่มที่ 1 และ 3 ไปเรื่อย สุดท้ายเดินเองคนเดียวแมร่งเลย)

        กลุ่มที่ 3 - หนุ่มอวบอั๋น ไกด์ และ กูเอง 

        กลุ่มที่ 4 - เพื่อนเราเอง และ คุณลุงลูกหาบ

        19.19 น. ถึงแล้วโว๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยย เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดมากๆ ทั้งเดิน ทั้งปีน เหนื่อยไปหมด ร่างเพลียไปหมด หนุ่มอวบอั๋นถึงกับบ่นว่า ถ้าถึงเต้นท์มันจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น จะอยู่เฉยๆ ข้าวก็จะไม่กิน กูจะนอน นอนอย่างเดียว ไม่ทำห่าเหวอะไรทั้งนั้นคืนนี้ 555 กูด้วยยยยยยยยย กูก็จะไม่ทำอะไรทั้งนั้น คืนนี้กูยอมจริงๆ 

        มาถึงยอดเขา เหมือนเดิม เต้นท์ไม่ได้อยู่ใกล้ๆตรงนี้หลอก เดินไปอีกค่ะ . หนุ่มยิ้มหวานเดินมารับพอดี (จิตใจงดงามมาก เป็นห่วงเป็นใย-เพื่อนมันนะ ไม่ใช่กู) นางบอกเดินอีกไม่ถึง 5 นาที อะ เดินก็เดิน ยังงัยก็ต้องเดิน ไม่งั้นก็ไม่ได้นอน สุดท้ายของสุดท้าย และท้ายสุด เต้นท์ก็อยู่ตรงหน้าพวกเราจนได้ จบการสนทนาเรื่องเลวร้ายที่ผ่านมา แยกย้ายค่ะ เต้นท์ใครเต้นท์มัน พอ จบ วันนี้ (เดี๋ยว แล้วเพื่อนกูละ อยู่ส่วนไหนของเขาลูกนี้)

        วันที่ 2 ในการเทรคกิ้ง : 02.30 น. - 19.19 น.

        มีพักนอนบ้าง กินข้าวบ้าง เล่นน้ำบ้าง แต่เบ็ดเสร็จทั้งวันคือ 15 ชั่วโมงกว่าสำหรับวันที่สอง

        ชั่วโมงสุดท้ายของการเดิน คำเดียว คำเดิม

        เหี้ยจริงๆ เหี้ยจริงๆ

        .

        .

DAY 4 : วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2559

        07.30 น. พวกเรา 2 คนเดินนำกันมาก่อน ไกด์คงเห็นว่า ให้พวกมันเดินไปกันก่อนเทอะ ยังงัยที่เหลือก็ตามทัน . ทางลงล้วนๆค่ะ แน่นอนวันสุดท้าย จะมามีทางขึ้นเป็นไปไม่ได้ ช่วงแรกเดินลงขั้นบันไดหินแข็งๆ ง่ายต่อการเดิน (ชอบแบบนี้มากกว่า เวลาเบรค หรือ เหยียบ มันมั่นคงดี) แต่ไปสักพัก กลับมาอีกแล้วจ้าาาา หินกรวดเล็กๆ เดินยากฉิบหาย ขาเริ่มร้าวแล้วด้วยงัย ยืนค้างอยู่นาน ขาก้าวไม่ออก สั่นผับๆเชียว พี่ไกด์กลุ่มอื่นถึงขั้นต้องยื่นมือมาช่วย 555 บางช่วงก็ลื่นล้ม ตูดไถล ลำบากลำบนดี

        เดินนำมาก่อน ชิวๆ ไม่ต้องกลัวหลง ตามขยะที่มีอยู่เรื่อยๆตลอดทาง ที่ Mt.Rinjani ที่ไม่ชอบมากๆเลยคือ ขยะเยอะมากกกกกกกกก มีตลอดทาง โดยเฉพาะ Pos ที่พักแวะกินข้าว สกปรกขั้นสุด แต่มันก็อาจจะมีประโยชน์อยู่หน่อยนึงคือ นำทางให้เราไม่หลงเมื่อเดินคนเดียว 

        มาถึง Pos 3 ที่มีคนแวะกินข้าวเยอะมาก เป็นคนที่เริ่มเดินวันแรก จาก Senaru Village สภาพสกปรกที่สุด สกปรกจนไม่กล้านั่งที่พื้นดิน

        นั่งรอไปเกือบชั่วโมงได้ ก็นึกว่าจะได้กินข้าวที่นี่ ไม่ใช่เลย ต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาที ถึงจะใช่ที่ของพวกเรา ส่วนตัวสุด ไม่มีใครเลย เพราะอย่างที่บอกส่วนใหญ่พักกินข้าวกันที่จุดเมื้อกี้

        . ช่วงสุดท้ายของการเดิน .

        จ้ำอ้าวไปด้วยกันกับ The gang ยกเว้น หนุ่มขี้บ่น (แต่ฮา) เพราะนางเจ็บเข่า เวลาเจอทางลง หรือทางลาดนางจะเดินช้าตลอด แต่ถ้าเป็นทางขึ้นเขา หรือบันไดละก็ นางกินขาดค่ะ และก็เพื่อนเราอีกคน แยกเป็นกลุ่มสุดท้ายเช่นเคย

   

        ยิ่งเดิน ก็ยิ่งได้ยินเสียงซี๊ดซ๊าดของทุกคน ขาร้าวสิค่ะ จะอะไรได้ . ช่วงสุดท้าย ท้ายสุด เดินจากป้ายทางขึ้นเขา มาที่ Office เจอทางลงถึงกับต้องวิ่งเข้าใส่ ไม่ได้สนุกอะไรหลอกนะ แต่เอาเร็วให้มันจบๆไป 555

  

        . ชั่วโมงสุดท้ายของจริง .

        14.56 น. ในที่สุดก็พาตัวเองมาถึง Office จนได้ เห้ออออออ จบแล้ว Mt.Rinjani แอบดีใจและแอบเสียใจ 3 วัน มันก็เร็วเหมือนกันนะ แต่ก็เหนื่อยเหี้ยๆเหมือนกัน

        ก่อนจากกัน ก็ร่ำลากับน้องไกด์ คณะลูกหาบ พี่เอเจนซี่ที่มาคอยรับที่ Office ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันพอหอมปากหอมคอ ก่อนที่ทุกคนจะถูกจับยัดขึ้นบนรถตู้คันน้อยๆ เดินทางอีก 3-4 ชั่วโมง เป็นชั่วโมงแห่งการแยกย้ายของจริง

        วันที่ 3 ในการเทรคกิ้ง : 07.30 น. - 14.56 น.

        เหมือนจะสบาย ชิวๆ แต่ด้วยความร้าวของขา ทำเอาบางช่วงกลายเป็นเรื่องยากในทันที

        7 ชั่วโมงสุดท้ายของการเดินที่ Mt.Rinjani

        สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

        .

        .

        . The Gang : Mt.Rinjani .

        หนุ่มอวบอั๋น : ผู้ร่วมชะตากรรมทางขึ้นด้วยกันทุกยอด ผลัดกันเหนื่อย ผลัดกันหอบ ก่อนฮึบแรงสู้ต่อจนถึงยอดเขา

        คริสตินสาวเยอรมัน : สาวหนึ่งเดียวในกลุ่มลอนดอน ปากบ่นเหนื่อย แต่ทางขึ้นเขาหรือบันได จ้ำอ้าวไม่มีหยุด

        หนุ่มขี้บ่น (แต่ฮา) : ทางลงทางลาด ขอยอมแพ้ แต่ถ้าเป็นทางขึ้นเขาหรือบันไดละก็ เดินนำตลอด ถึงก่อนตลอด นำไปกับคริสติน 2 คนก่อนตลอด

        หนุ่มยิ้มหวาน : หนุ่มยิ้มทีทะลวงใจสุด เดินเร็ว นิสัยดี พูดจาดี มีน้ำใจ ใส่ใจเพื่อนฟูง ยิ้มน่ารัก โอ๊ยยยยยยย ดีไปหมดเลย

        ไอดอลลี่เดียว : สาวไทย ถึงที่หมายคนสุดท้าย แต่ใจไม่มีถอย

        น้องไกด์ : ผู้ดูแลทุกคนให้ถึงที่หมาย อย่างปลอดภัยหายห่วง (ขนาดไกด์ยังออกปากว่าเหนื่อยมาก อะแล้วพวกกูหละ !!!!!)

        หนุ่มฝรั่งเศสอีก 2 คน  : เดินเร็วเหลือเกิน จะไปก็ไม่ทันได้ร่ำลา

        . My Porter : Mt.Rinjani .

        ผู้ซึ่งสร้างที่นอน ที่ฉี่ ที่เหยี่ยว

        ผู้ซึ่งทำอาหารให้กินทุกมื้อ (อร่อยด้วย)

        ผู้ซึ่งคอยนำทางเวลาเดินคนเดียว (แล้วคิดว่าหลง) รอแป๊บนึงพี่พี่ก็เดินแซง ตามไปโล๊ด

        ผู้ซึ่งแบกของไร้สาระส่วนตัว ที่ไม่รู้ว่าจะเอามาบนเขาทำห่าเหวอะไร

        ผู้ซึ่งกวนตีน+ฮา เวลาถ่ายรูป อี้ อ๊ะ เอาะ แอะ ไม่หยุด (อีพี่เสื้อแดงขวาหลังสุด)

DAY 5 : วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม 2559

        พวกเรา 2 คน มานอนต่อกันอีกคืนที่ Kuta Beach ตื่นเช้าก็ออกจากที่พักกันมาตอน 10 โมง น้ำทะลงทะเลอะไร ไม่ได้เห็นทั้งนั้น มาถึงที่นี่เมื่อวานก็มืดแล้ว . จากที่พักไปสนามบินไม่ไกลมาก ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็ถึง รอขึ้นเครื่องกลับกัวลาลัมเปอร์ และ จากกัวลาลัมเปอร์กลับดอนเมือง อยากประหยัดต้องอดทน (สโลแกนยังอยู่ 555)

        . ขอบคุณ .

        สำหรับมิตรภาพดีดี ถึงจะไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่ (เพราะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง พอเค้าคุยด้วย ก็เกิดอาการมึนงงขึ้นมาทันที 555) 

        . ขอบคุณ .

        ที่มอบน้ำใจให้กันและกันยามเหน็ดเหนื่อย 

        ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกรึเปล่า แต่เท่าที่ฟัง หลายๆคน กำลังจะมาเที่ยวต่อที่ประเทศไทย ยังงัยก็ Welcome to Thailand na ka

        . ขอบคุณ .

        ไกด์และคณะลูกหาบทั้งหลาย ถ้าไม่มีพวกคุณ พวกเราก็คงไม่รอดเหมือนกัน

        ราคาถูกย่อมเยาว์ แต่บริการประทับใจ ดีเยี่ยม เอาไปเลย เต็ม 10

        . ขอบคุณ .

        ไอดอลลี่เดียว ที่ไปลำบากลำบนด้วยกันอีกทริป หวังว่าจะไปร่วมชะตากรรมแบบนี้ด้วยกันอีกต่อไปเรื่อยๆ จนเดินไม่ไหวไปเลยละกันนะ

        . ขอบคุณ .

        มิตรภาพระหว่างทาง ของเหล่านักเดินทางทั้งหลายบน Mt.Rinjani ทำให้รู้ว่า บางทีไม่ต้องรู้จักกัน ก็สามารถเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ โดยไม่ต้องพูดคุยอะไรกันเยอะแยะ แค่มอบรอยยิ้ม ทักทายกันง่ายๆ มันก็เป็นกำลังใจเล็กๆน้อยๆ ให้เราเดินต่อไปจนถึงเป้าหมายได้เหมือนกัน

        . ขอบคุณ .

        ที่ยอมทนอ่านมาจนถึงตรงนี้ ถ้าบังเอิญอ่านแล้วเกิดแรงใจ อยากจะไปพิสูจน์ที่นี่บ้าง ไม่ต้องคิดอะไรเลย ถ้าตัวเองพร้อม เงินพร้อม เพื่อนร่วมทางพร้อม หรือไม่พร้อมก็ตาม เลือกวันแล้วออกไปลุยกันเทอะ ไม่ต้องรีรออะไรทั้งนั้น Mt.Rinjani รอทุกคนให้ไปพิสูจน์อยู่

© 2016 by I'M LOST CONTROL

        ช่วงแรกว่าเหี้ยแล้ว 1 ชั่วโมงสุดท้าย เหี้ยขั้นสุด ยกให้เหี้ยที่สุดในทริปนี้เลยก็ว่าได้ ไกด์แจกจ่ายไฟฉายให้หนุ่มยิ้มหวานไปอัน หนุ่มอวบอั๋นไปอัน ได้เดินในความมืดแน่นอนคืนนี้ . แวะพักกันตลอดทาง กลุ่มที่ 3 แพ้ทางขึ้นเขาและบันไดค่ะ บอกเลย ไม่รวมไกด์นะ เจอทางแบบนี้ทีไร 2 คนนี้อยู่กลุ่มเดียวกันตลอด 555

        ยิ่งเดินก็ยิ่งมืด ยิ่งมืดก็ยิ่งหนาว ยิ่งหนาวก็ยิ่งต้องปีน เหี้ย ปีนเขาในความมืดอะ เดินเฉยๆยังว่าลำบากแล้ว นี่ไหนจะต้องถือไฟฉาย (ไฟคาดหัวอยู่ในเป้ที่คุณลุงแบกอยู่ ซึ่งอยู่ข้างหลังพวกเรา เลยเอามาใช้ไม่ได้) ถือ Walking Stick ไปอีก ลำบากต่อการปีนมากๆ แต่สุดท้าย เมื่อร่วมชะตากรรมด้วยกันแล้ว ความช่วยเหลือก็เกิดขึ้น พลัดกันช่วย พลัดกันถือกันไป ทั้ง Walking Stick ทั้งขวดน้ำของหนุ่มอวบอั๋น วนกันอยู่ 2 คนเนี่ย

bottom of page