top of page

Sri Lanka : ตามหาธรรมชาติ ณ ดินแดนแห่งการแสวงบุญ
Colombo . Hatton . Nuwara Eliya . Weligama . Sri Lanka . 23.03.2016 - 27.03.2016 . Couple

อย่าเพิ่งตัดสินศรีลังกาในแง่ร้าย ถ้ายังไม่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง
Route ในการเดินทางครั้งนี้ เราไปกันทั้งหมด 4 เมือง เริ่มจาก Colombo - Hatton - Nuwara Eliya - Weligama และมาจบที่ Colombo อีกรอบ ค่อยๆไล่ไปทีละเมือง บางคนก็จะแวะ Kandy , Ella , Galle แล้วแต่ความชอบและเวลาที่มี ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นเมืองที่ต้องผ่านอยู่แล้ว (ถ้าเดินทางด้วยรถไฟ และเริ่มจากเมืองตามแพลนนี้) แต่เนื่องจากเวลามีจำกัด และพวกเราให้ความสำคัญกับ Hatton , Nuwara Eliya และ Weligama มากกว่า เลยตัดเมืองอื่นๆออกไป
วันที่ 1 : บินออกจากดอนเมืองประมาณบ่าย 3 ถึง Colombo ประมาณ 4 ทุ่มกว่า นอนรอเวลาเข้าเมืองที่สนามบิน
วันที่ 2 : เดินทางจาก Colombo ไป Hatton ด้วยรถไฟ เพื่อเดินขึ้น Adam's Peak ในตอนกลางคืน
วันที่ 3 : เดินทางจาก Hatton ไป Nuwara Eliya ด้วยรถไฟ สัมผัสบรรยากาศเมืองไร่ชา
วันที่ 4 : ขึ้นรถบัสจาก Nuwara Eliya ไป Weligama ตามหาคนตกปลา
วันที่ 5 : เดินทางจาก Weligama ไป Colombo ด้วยรถไฟ หาที่พักเพื่ออาบน้ำ พักผ่อน ก่อนออกเดินทางไปสนามบินในยามค่ำคืน

อะเริ่ม !!!
.
ถึงสักที หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการบินและต่อเครื่องมาหลายชั่วโมง ออกเดินทางมาจากดอนเมืองตั้งแต่ บ่าย 3 ถึง Colombo ประมาณ 4 ทุ่มได้ เดินทางกันด้วยสายการบินสีแดงที่คุ้นเคย จากดอนเมืองไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ จากกัวลาลัมเปอร์บินตรงมายังโคลอมโบ เมืองหลวงของศรีลังกา บอกตามตรง บินรอบนี้ มีเรื่องให้ปวดกบาลตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เนื่องจากตั๋วที่จองไป มีการแคนเซิลไฟท์ไปดื้อๆ ต้องเลือกวันและเวลาใหม่ มันวุ่นวายตรงที่ต้องให้เพื่อนไปเช็ควันลาใหม่กันอีกรอบ !!!! ปรึกษากันอยู่หลายรอบ ลืมบ้าง ยุ่งบ้าง นี่ถึงขั้นจะพับศรีลังกาเก็บไว้ สะดวกเมื่อไหร่ แล้วเราค่อยมาพบกันใหม่เลยทีเดียว แต่ท้ายสุด จนใกล้จะถึงวันที่ต้องคอนเฟิมตั๋ว ยังงัยแล้ว เมื่อคิดจะไป เราก็ต้องได้ไป เย่
ผ่าน ตม มาอย่างสวยงาม ก่อนจะมาศรีลังกา ไปทำวีซ่ากันด้วยนะจ๊ะ หรือจะมาทำที่สนามบินก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของใครของมัน ... ความเก๋ของสนามบินที่นี่คือ duty free มันชั่งแตกต่างจากที่อื่นจริงๆ นึกว่ามาเดิน Power Buy สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ทีวี กาน้ำร้อน มาแน่นมากกกก ... หลังจากนั้นก็จัดการเรื่องการแลกเงินและซื้อซิมการ์ดให้เรียบร้อย ได้ซิมการ์ดของ Sri Lanka Telecom มา ในราคา 800 รูปี สำหรับเล่นอินเทอร์เนตอย่างเดียว เนตแรง เร็ว ผ่านค่ะ
เราเลือกที่จะนอนพักที่สนามบิน เพื่อรอเวลา 6 โมงเช้า ขึ้นรถบัสรอบแรกเข้าไปในตัวเมือง ดูจากสภาพแล้ว ไม่มีที่ให้พักเลยจ๊ะ มีที่ให้นั่งแต่ก็โดนยึดด้วยคนศรีลังกาที่มาสนามบิน พนักงาน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย มามุงดูอะไรกันเต็มไปหมดก็ไม่รู้ ตอนแรกนึกว่าติดละครกัน เห็นดูกันอย่างตั้งอกตั้งใจมากๆ ดูไปดูมาไม่ใช่นิ สรุปเค้ามีแข่ง Cricket กัน เหมือนนัดแข่งเพื่อชิงเข้ารอบอะไรประมาณนั้น เดินหาไปหามา แหงนหน้ามองบน เจอร้านอาหารอยู่ชั้น 2 ขายตลอด 24 ชั่วโมง เข้าไปซื้อน้ำ พักสักแปบ ถามไปถามมา ขอนอนเล่นในนี้ได้มั๊ย คุณพี่ใจดีตอบว่าได้ ก็เสร็จพวกนู๋ละค่ะ ตรงนี้เหมือนเป็น food court ย่อมๆ ทุกๆชั่วโมงจะมีพนักงานที่ทำงานที่สนามบินมาซื้ออาหาร เครื่องดื่มกินตลอดทั้งคืน ส่วนใหญ่ที่เห็น จะมาซื้อชาร้อนกินกับขนมปัง

นั่งก็แล้ว หลับตาก็แล้ว เดินก็แล้ว เมื่อไหร่จะ 6 โมงเช้าาาาาาา ตั้งใจจะหาเบียร์ดื่ม ก็ไม่มีขาย เบื่ออออออออ ... ถึงเวลาดีงาม ตี 5 กว่าๆ เดินออกที่ประตู S2 เพื่อไปขึ้นรถบัสเข้าเมือง ราคา 110 รูปี เดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง รถจะมาจอดที่ Bus Station สุดสายโล๊ดดดดด

ลงจากรถก็ต้องรีบบึ่งไปที่สถานีรถไฟต่อ ไม่รอช้า เดินตามๆกันไปนั้นแหละ เชื่อว่าทุกคนต้องไปที่นั้นแน่นอน 555 (ตามนักท่องเที่ยวไปนะ ไม่ใช่ตามคนท้องถิ่น เดี๋ยวมันพาเดินกลับบ้านมันไม่รู้ด้วย) ระหว่างทางก็ได้พอเห็นวิถีชีวิตชาวศรีลังกาอยู่บ้าง จริงๆ มันยังเช้าอยู่ เลยยังไม่วุ่นวายเท่าไหร่

เดินประมาณ 5 นาทีจากจุดที่ลงรถก็ถึงสถานีรถไฟ ภายในสถานีรถไฟวุ่นวายใช้ได้ทีเดียว คงเป็นช่วงเว ลาที่ทุกคนต่างเดินทางเข้าเมืองมาทำงานด้วยแหละ เลยทำให้มองไปทางไหนก็มีแต่ คน คน และก็คน เยอะแยะเต็มไปหมด



ได้ตั๋วมาเรียบร้อย สถานีปลายทางของพวกเราคือ Hatton ไม่นานประมาณ 15 นาที ขบวนรถไฟก็มาจอดอยู่หน้าพวกเรา แล้วยังงัยหละ ขึ้นตู้ไหนยังงัยก็ได้หรอ ยังงัย ยังงัย พนักงานอยู่ไหนนนนนนนน สรุปขึ้นผิดตู้ ลงมาสะดีดี ของพวกแกตู้ลมโบกหน้า ตู้หน้านู้น ไป๊ !!!!

เป็นบุญของพวกเราแท้ๆ ที่เลือกนั่งตามคำบอกของสาวน้อยนางนึง ตอนแรก ไม่กล้านั่ง เก้ๆกังๆ ยืนดูชาวศรีลังกาเลือกที่นั่งกันอย่างสนุกสนาน จนไปสบตาสาวน้อยคนนึงเข้า แล้วนางก็บอกว่านั่งเลย นั่งตรงไหนก็ได้ พวกเราจึงหย่อนตูดลงเบาะ ... คลาสรถไฟที่พวกเราเลือกเป็นแบบธรรมดา ราคาถูกที่สุด เปิดหน้าต่างรับลมชิวๆ อยากจะนั่งตรงไหนก็เชิญเลือกตามสบาย (ถ้าที่มันว่างนะ) เบาะที่นั่งก็ นั่นแหละ หลังตรงตลอดทาง มีโต๊ะให้วางของวางแขนยื่นออกมาจากทางหน้าต่าง คนมโหฬารมากกกกกก ยิ่งขบวนรถไฟขับออกไป คนยิ่งแน่นขึ้นทุกที บอกแล้วว่าคิดถูกมากที่เลือกที่จะนั่ง คนที่นี่เค้าไม่นับว่า ผู้หญิง ผู้ชาย หรือ เด็ก นะจ๊ะ ใครใกล้เบาะที่มีคนลุกไป คนนั้นได้เสียบจ๊ะ

จริงๆ คนแน่นแค่ช่วง Colombo ถึง สถานี Kandy เท่านั้นแหละ หลังๆ ก็โล่งหละ รอบนี้พวกเราไม่ได้แวะเที่ยว Kandy เพราะเห็นตรงกันว่ามันมีแต่วัด ซึ่งไม่ใช่แนวของพวกเราอย่างแน่นอน เลยขอเลยไป Hatton เลยดีกว่า ... บนรถไฟถือว่าครึ้กครื้นเลยทีเดียว เพราะได้วงดนตรีชาวศรีลังกา คอยบรรเลงเพลงที่ฟังไม่รู้เรื่องตลอดระยะทาง บางกลุ่มไม่น้อยหน้า นั่งร้องไป เอาขวดน้ำเคาะโต๊ะไป ปรบมือไป อะไรมันจะสนุกขนาดนั้น

ผ่านไปหลายชั่วโมง ความเมื่อยเริ่มครอบงำ เลยขอเดินบ้าง จนมาเจอสาวน้อยนั่งอยู่ทางขึ้นลงของรถไฟคนเดียว เลยขอนั่งด้วย ชิวเลยทีนี้ ยื่นแขนยื่นขา ชะโงกหน้าชะโงกหัว เอาให้หวาดเสียวพอประมาณ รถไฟขับผ่านที่แคบๆที เก็บข าแทบไม่ทัน 555




บ่าย 2 ครึ่ง ฤกษ์งามยามดี ถึงที่หมายสักที Hatton เอ๊ยยยยย 4 ชั่วโมงกว่าเกือบ 5 ชั่วโมง ตูดระบมไปหมดแล้วค่าาาาาา ... ทั้งนักท่องเที่ยว คนท้องถิ่น ลงสถานีนี้กันเยอะมาก เชื่อว่านักท่องเที่ยวที่มาลงสถานีนี้ ก็เพื่อไปพิชิต Adam's Peak อย่างแน่นอน ลงจากรถไฟก็ต่อด้วย auto rickshaw ในราคา 1,500 รูปี ได้ยินราคาก็ยืนอึ้งกันไปสักพัก แต่ก็ต้องต้ดสินใจเลือกพี่เค้า เพราะหันไปมองรถเมล์แล้ว กูยอม !!!! คนเยอะยิ่งกว่ารถเมล์สาย 8 เบียดแล้วเบียดอีก แต่อย่าไปเสียดายกับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเลย เพราะจากสถานีรถไฟไปที่พักไกลโคตร ขับเท่าไหร่ก็ไม่ยอมถึงสักที จนมาแอบคิดกันเองว่า พี่เรียกเงินพวกหนูน้อยไปรึเปล่า และที่สำคัญพวกเรายืนต่อราคากันอยู่นานมาก ก่อนจะตกลงไปคันพี่แก 555

ระหว่างทางคุณพี่ก็ใจดี เห็นพวกเราตื่นเต้นกับวิวข้างทาง ก็ใจดีจอดแวะให้ถ่ายรูปด้วย ขอบพระคุณมากค่ะคุณพี่ขา ระหว่างถ่ายรูปก็เห็นรถเมล์ค่อยๆกระดิ๊บๆผ่านหน้าเราไป เลือกถูกแล้วหละ เธอทำดีแล้ว เพราะมารถเมล์ก็ไม่รู้อีกว่าชาติไหนจะถึง เพราะสภาพตอนนี้ทั้งเมื่อยทั้งง่วง และเหนียวตัวมาก อยากจะถึงที่พักอาบน้ำ จิบเบียร์ นอน หลังจากที่เน่ากันมาเกือบ 1 วันเต็มๆ ... คุณพี่ซิ่งมากกกกก ซิ่งจนบางทีก็เกือบจะตกเขาตาย แซงรถเล็กรถใหญ่ ทำเอาอีผู้หญิงไทย 2 คนข้างหลังถึงกับเหวอ ทางไปที่พักเป็นทางขึ้นเขาสะส่วนใหญ่ 2 ข้างทางมีทั้งทะเลสาป ป่า หน้าผา และที่สำคัญ ได้เห็นยอด Adam's Peak อยู่ไกลๆด้วย ... "มันสูงมากเลยหวะ กูจะไปถึงมั๊ยหวะ" เป็นประโยคบอกเล่าที่ไม่ต้องการคำตอบใดใดทั้งนั้น


ในที่สุดก็ได้เจอกับ ที่พักของพวกเรา เตียงของพวกเรา ห้องน้ำของพวกเรา มันจะดีอะไรเบอร์นั้น อากาศเย็นกำลังดีอาบน้ำสักนิด จิบเบียร์สักหน่อย ก่อนจะนอนพักสักงีบ เจอกันอีกที 6 โมงเย็นนะเธออออออออ
ตื่นมาด้วยความงัวเงียทั้งคู่ หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาอย่างยาวนาน จัดการธุระส่วนตัวกันเรียบร้อย ออกไปกินข้าวกันเถอะ ไม่ใกล้ไม่ไกล กินที่ที่เราพักเนี่ยแหละ จะไปไหนหละ เพราะจากเท่าที่ดูมาระหว่างทาง มันไม่มีร้านข้างทางอะไรให้เดินเลย เราเลือกเป็นสั่งตามใจฉันแทนการกินแบบบุฟเฟต์ เพราะว่าน่าจะไม่คุ้ม นี่ขนาดสั่งกินกันเอง ดูขนาดของอาหารที่เค้าให้มาสิ ดูเหมือนน้อยนะ แต่มันเยอะมากๆ เยอะมากเหมือนสั่งข้าวที่ไทย 3 จานแล้วเอามารวมกันเป็นจานเดียว จะให้เยอะไปไหนค่ะ เกรงใจหุ่นหนูบ้าง

กินข้าวเสร็จ พวกเราก็ตัดสินใจเดินเล่นลาดตระเวนระแวกใกล้ๆนี้หน่อย สำรวจเส้นทางก่อนเดินจริงคืนนี้ ที่พักที่เรานอนอยู่ใกล้กับทางขึ้น Adam's Peak มากๆ ... เดินกันไปได้ไม่ไกล ก็ต้องเดินกลับ เพราะไม่เห็นวี่แววว่าจะมีอะไรให้เดินดู นอกจากความมืด กลับไปจิบเบียร์อีกสักนิด นอนเอาแรงอีกสักหน่อย เจอกันอีกทีเที่ยงคืน พร้อมออกเดินทาง
เวลาเลยมาเป็นตี 1 แทน นอนกันเพลินเลยทีเดียว 555 ถึงเวลาของจริงแล้ว ทริปนี้เป็นคนเสนออยากจะมาลิ้มลอง Adam's Peak ให้ได้ มันจะอะไรกันนักหนา กะแค่บันได ไป-กลับ 14,000 ขั้น ก็เท่านั้น Poon Hill ที่เนปาลก็ไปมาแล้ว บันไดที่บ้านก็เดินขึ้นเดินลงทุกวัน มันจะมีอะไรน่าตื่นเต้น !!!! ... เดินออกมาพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น มากกกกก ทางเดินไป Adam's Peak เราต้องเดินผ่านเหมือนตลาดขายของฝาก มีไฟและร้านค้าขายของตลอดทาง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ตอนแรกคิดว่าจะมืดๆ เดินทีต้องเอาไฟฉายส่องอะไรอย่างงั้น แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดเลย กว่าพวกเราจะเดินถึงทางเข้าจริงๆ ของ Adam's Peak ล่อไปหลายกิโลกันเลยทีเดียว ลึกเหลือเกิน ตัดกำลังขาไปเยอะเลยนะเนี่ย


Adam's Peak คล้ายๆกับเขาคิชฌกูฏบ้านเรา ข้างบนจะมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าให้ศักการะ ชาวศรีลังกาที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็จะขึ้นมากราบไหว้กันข้างบนนี้ เราจะเห็นชาวศรีลังกาได้ตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นลูกเด็กเล็กแดง คนแก่ถึงขั้นเดินไม่ไหว ต้องให้ลูกหลานหิ้วพาเดินขึ้นมา แม้กระทั่งวัยรุ่นเอง ก็เยอะไม่แพ้กัน ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ เชื่อว่า ตั้งใจมาสัมผัสวิวสวยๆยามพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาที่สูงถึง 2,243 ม. อย่างแน่นอน ซึ่งพวกเราก็เป็นหนึ่งในนั้น
เดินไปไม่ถึงชั่วโมง อาการเหนื่อยเริ่มออก ด้วยอากาศที่หนาว และขั้นบันไดที่มีแต่สเตปชันแล้วชันอีก ทำเอาขาหมดแรงก้าวได้ไม่ถึง 10 ก้าว ก็ต้องหยุดตั้งสติใหม่แล้วค่อยเดินต่อ เป็นงัยหละ ประมาทพี่ Adam's Peak ไปสะแล้ว บอกตามตรงมีปัญหากะขามากตอนนั้น การหายใจยังปกติดีอยู่ แต่ขาก้าวไม่ไปแล้ว ดีที่ระหว่างทางมีร้านขายของและที่นั่งพัก น่าจะทุกๆ 2-3 กิโลเมตรได้มั้ง นี่ถึงขั้นเดินๆอยู่ แอบคิดในใจ กูไม่ไปแล้ว ขอลงก่อน เจอกันที่พักนะ ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้วจริงๆ ขามันไม่ไปด้วยแล้ว แต่ก็ด้วยสภาพแวดล้อมรอบกาย คนแก่งี้ รุ่นย่ารุ่นยาย เดินไม่ไหว นั่งหอบกันยกใหญ่ แต่สุดท้ายก็ลุกเดินต่อ ไม่ไหว ก็ให้ญาติพี่น้องช่วยแบก แล้วกูหละ ? ไปต่อเนอะ

ดีที่ช่วงท้ายๆใกล้จะถึงยอดการจราจรติดขัด ต่อแถวกันยาวเหยียดทำให้ขาได้หยุดพักนานหน่อย สุดท้ายก็พาร่างไปถึงจุดชมวิวจนได้ บอกเลยร่างแทบแหลก ไม่เคยรู้สึกว่าร่างกายไม่ไหวขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต


แต่ดูวิวข้างหน้านี่สิ มันก็พอจะทำให้หายคิดถึงเวลาที่เหนื่อยเหี้ยๆมาก่อนหน้านี้ไปได้จริงๆ ตรงที่พวกเราไปถึงยังไม่ใช่จุดที่สูงที่สุดของ Adam's Peak นะ ยังสามารถขึ้นไปได้อีก แต่ด้วยสภาพคนที่รอต่อแถวเยอะมากกกกก เราเลยเลือกที่จะอยู่แค่ตรงนี้พอ



เสพย์บรรยากาศกันไปจนสุด ถึงเวลาลง เพื่อกลับที่พัก เก็บข้าวเก็บของ ไปเมืองอื่นต่อ ขาลงมันก็แค่ลง ง่ายกว่าขาขึ้นตั้งเยอะ ใช่นั้นมันคือขาลงของพวกคุณ แต่ไม่ใช่ขาลงของดิฉัน (ไพเราะมากๆ) ขาลงเหี้ยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่รู้จะบรรยายถึงความย่ำแย่ของขาลงให้เข้าใจได้ยังไงจริงๆ เวลาเราเดินลงบันได ธรรมชาติของขา จะต้องมีการย่อเล็กน้อยบริเวณหัวเข่า อีนี่ ขาตรงลงมาเลยจ๊ะ ขางอไม่ได้แล้ว แข็งทื้อเป็นท่อนไม้ไปแล้วจ๊ะ ทรมาณมาก ... พอพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า ทำให้ได้เห็นความจริงที่ว่า วิว 2 ข้างทางที่อุตส่าห์ลำบากลำบนเดินขึ้นมาปีนขึ้นมาเนี่ย มันสวยสุดยอดจริงๆ



สรุปเริ่มเดินตอนตี 1 ถึง Adam's Peak 6 โมงเช้า ขาลงถึงที่พัก 9 โมงกว่า บ้าไปแล้ว เป็นการ hiking ที่ใช้เวลานานเหี้ยๆ ที่นานเพราะร่างกายไม่ไหวล้วนๆ ขากลับไม่ไหวสุดจะทนแล้ว เดินขานี่ลากแล้วลากอีก เลยขอเพื่อนถ้าเจอ auto rickshaw เรียกเลยนะ กูไม่เดินแล้ว โดนค่ารถเบาๆไป 200 รูปี กูยอม กูจ่ายเอง 555
พี่จ๋าาาาาา .
หนูมาทำอะไรที่นี้ ?
ถึงที่พักกินข้าวเช้า อาบน้ำแต่งตัว เตรียมออกไปสถานีรถไฟต่อ สถานีต่อไปคือ Nuwara Eliya จริงๆการเดินทางไป Nuwara Eliya สามารถนั่งรถเมล์ไปก็ได้ แต่พวกเราเลือกที่จะชิวบนรถไฟมากว่า จากที่นัดแนะคุณพี่ซิ่งขามาที่พักให้มารับพวกเรากลับไปสถานีรถไฟ ถึงเวลาก็ต้องร่ำลา Adam's Peak อันแสนโหดร้ายของกู จำไปจนวันตาย อย่างที่บอก ไม่เคยเห็นตัวเองในสภาพนี้เลยจริงๆ ให้ตายเทอะ

หลังจากทรมานตัวเองไปพอประมาณ ก็พาร่างกายมาทรมานบนรถไฟต่อ จาก Hatton ไป Nuwara Eliya ใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการเดินทาง โชคดีที่คนบนรถไฟไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ไอ้ความไม่เยอะ ก็ทำให้พวกเรานั่งที่พื้นแบบไม่แคร์ใครทั้งนั้น ไม่มีการพูดคุยใดๆ ห่างกันสักพัก เราคงจะดีขึ้น 555 เหนื่อยสินะ เผลอหลับบ้าง ดูวิวบ้าง จริงๆต้องบอกว่า ถ้านั่งรถไฟสายนี้ อย่าเพิ่งหลับ เพราะ 2 ข้างทางงามจริงไรจริง ทั้งป่า ทั้งไร่ชา อากาศเย็นหน่อยๆ ดี๊ดีอะแก
สุดท้าย ก็มาถึงสถานี Nuwara Eliya เป็นที่เรียบร้อย นักท่องเที่ยวไม่ค่อยลงกันนะ จากที่สังเกต น้อยกว่าสถานี Hatton มาก ส่วนใหญ่ที่ลงก็จะเป็นแนวครอบครัว คนมีอายุหน่อย คิดว่าพวกวัยรุ่นเค้าคงยิงยาวไปลงแถว Weligama ไม่ก็ Galle เมืองทะเลไปเลย เพราะที่ Nuwara Eliya เป็นเมืองตากอากาศ เย็นๆ ชิวๆ ไร่ชาเยอะๆ นี่ก็เพิ่งไปดอยแม่สลอง ที่เชียงรายมา ก็เลยไม่ค่อยอินเท่าไหร่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าแวะพักผ่อนร่างกายหลังจากบอบช้ำสะไม่มีชิ้นดีสักนิดละกัน

จากสถานีรถไฟ มีคุณพี่จากโรงแรมมารับพวกเราไปส่งที่พัก ระยะทางไกลพอสมควร 2 ข้างทางก็จะเจอแต่ไร่ชาเต็มไปหมด พวกเรานัดแนะคุณพี่ให้มารับอีกทีประมาณ 5 โมงเย็น เพราะตกลงซื้อแพกเกตเที่ยวครึ่งวันไว้ พี่แกก็พาไปดูไร่ชาตามระเบียบ ไปได้แค่ที่เดียวก็ต้องแยกย้าย เพราะกว่าจะออกเดินทางก็เย็นมากแล้ว ขากลับ ตัดสินใจให้พี่แกทิ้งพวกเราไว้ที่ตลาด เพื่อจะได้หาอะไรกินก่อนเข้าที่พัก Nuwara Eliya ค่อนข้างจะไม่คึกคักเอาสะเลย ร้านอาหารมีให้เลือกหลากหลายอยู่ แต่ส่วนตัวเฉยๆกับเมืองนี้นะ ดูมันไม่ค่อยมีอะไรให้ทำสักเท่าไหร่ จะหาเบียร์กินก็ยากเหลือเกิน กะเข้าซุปเปอร์มาเกตตุนเบียร์สักหน่อย ไม่ขายจ๊ะ พอถามพี่พนักงานว่าไปซื้อได้ที่ไหน ก็ตอบแบบลับล่อๆ เหมือนมาล่อซื้อยาบ้าสะงั้น งงกันฉิบหาย กว่าจะได้ร้านทำเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว ร้านที่ขายก็น่ากลัวไปอีก ตอนไปถึง ไฟดันดับพอดี แถมมีแต่ชายหนุ่ม หนวดเครารุงรัง เต็มร้านไปหมด แต่มาแล้วก็ต้องซื้อ เพราะอยากกินมากกกกก เข้าใจกันหน่อยนะ 555

อากาศหนาวมาก ถึงมากที่สุด
ขาก็ทั้งปวดทั้งเจ็บ ลุกจากเตียงที รู้เรื่องเลย
น้ำก็เลยไม่อาบ ไม่มีอารมณ์ (ไม่น่าเกี่ยว)
ตื่นแต่เช้า เพื่อให้ทันรอบรถไป Weligama จากที่พักเดินไป Bus Station ไม่ไกล ประมาณ 10 นาที ก็ถึง แต่พอมาเจอวงเวียน ความงงจึงบังเกิด เดินต่อกันไม่ถูกเลยทีเดียว ที่สำคัญขาระบมแล้วจ้าาาาาาา ... ยืนงงกันอยู่สักพัก มีคุณพี่ขับ auto rickshaw ตะโกนถามมาจากอีกฝั่ง ไปไหน ไปไหม ก็บอกพิกัดพี่แกไป พี่แกก็ไม่คิดจะลงมาช่วยยกกระเป๋าขึ้นรถกันเลย นี่ก็ด่าไปยกใหญ่ สรุป ไม่ถึง 2 นาที ถึง Bus Station ยื่นเงินให้ พี่แกโชว์หล่อ ไม่เอาเงินค่าาาาาา ใจดีไปอีก กราบขอบพระคุณและขอโทษที่ด่าไปเมื่อตั้งแต่ตอนแรกนะคะ หนูผิดไปแล้ว 555

7.30 คือรอบรถจาก Nuwara Eliya ไป Weligama จริงๆมันไปสุดสายที่ Galle Weligama เป็นทางผ่าน เพราะฉะนั้นจะลงตรงไหนต้องบอกคุณพี่คนขับไว้ก่อนนะ จะได้ไม่เลยป้าย สภาพรถก็โอเค ลุยๆ ดิบๆ ดี หน้าต่างปิดได้บ้างไม่ได้บ้าง ช่วงที่ยังอยู่ใน Nuwara Eliya หน้านี่ชาไปเลยค่ะ
แต่วิวระหว่างทางตั้งแต่ตั้นจนจบ บอกเลย หลับไม่ลงจริงๆ ใครอยากจะนั่งรถไฟไปก็ได้นะ แต่ต้องนั่งรถย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟอีก เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง แถมต้องเสียเงินค่ารถไปสถานีรถไฟอีก ซึ่งถ้าไปรถเมล์แบบนี้มันจะสะดวกกว่าเยอะ คือนอนในเมือง เดินมาแปบเดียวก็ถึง ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ที่สถานีรถไฟ


6 ชั่วโมงกว่า เกือบ 7 ชั่วโมง บนรถ แรกๆอากาศก็ดีอยู่หลอก เย็นๆ ชิวๆ หน้าชาจนด้านไปครึ่งหน้า ขับไปสักพัก ร้อนค่ะ ถอดเสื้อกันหนาวแถบไม่ทัน ระหว่างทางเค้ามีแวะให้เข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสายรอบนึง รถคันนี้เค้ารับผู้โดยสารตลอดทาง ใครโบกพี่แกแวะจอดรับหมด แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้จอดรับหลอก เพราะขับเร็วมาก คนโบกยืนรอรถอะมีตลอดทาง แต่พี่แกเบรคไม่ทัน ก็เลยเลยตามเลย สงสารก็คนรอรถ ต้องรอรถคันต่อไปอีกกี่ชั่วโมง ถึงจะได้ขึ้น 555

พวกเราลงกันที่ Weligama ใครมาแถวนี้จำชื่อย่านกันให้ดีๆนะ อย่างที่บอก จะได้ไม่เลยป้าย นัดแนะกะคุณพี่โฮสของเราว่าจะมารับ และแล้วพี่แกก็มาพร้อมกับมอไซบิ๊กไบค์สีแดงคันโต เอะ !!!! มีกัน 3 คน แถมเป้ใบเบ้อเริ่มอีก ไปงัยอะคุณพี่ คุณพี่เห็นสีหน้าไม่ดี รีบตอบว่าเรียก auto rickshaw ขับตามไปนะจ๊ะ อ่อ เคค่ะพี่ ทำพวกหนูตื่นเต้นตั้งแต่เริ่มเลยนะคะ ... ถึงที่พักเรียบร้อย เป็น guesthouse เล็กๆน่ารักๆ เจ้าของก็พักในบ้านเดียวกันเนี่ยแหละ ทั้งหลังมีอยู่ประมาณ 6-7 ห้อง ชั้นล่างพี่เจ้าของกับพวกเราคุม ส่วนชั้น 2 เดี๋ยวจะมีครอบครัวชาวต่างชาติมาเย็นๆ ทั้งหมดทั้งมวลก็มีกันแค่ 2 กลุ่มเนี่ยแหละ กันเองสุด ... นั่งเล่นนั่งพัก นวดขาไปกินกาแฟสมุนไพรที่คุณพี่หวังดีเอามาให้กินแก้ระบมที่ขา เย็นๆค่อยออกไปเดินเล่นที่ชายหาด การมาครั้งนี้ พวกเราต้องได้เจอกับคนตกปลาในตำนาน หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น สาธุ
สุดท้ายก็ต้องเจอกับความว่างเปล่า ................... ได้ใจความมาว่า ปลาซาดีน เป็นปลาที่คนตกปลาเค้ามาหากันแถวเนี่ย มันย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น เหมือนกับว่ามันเบื่ออาหารที่เคยกิน มันก็เลยย้ายไปหากินที่อื่นแทน เพิ่งหายไปเมื่อวันสองวันมานี้เอง คนตกปลาเค้าเลยไม่รู้จะตกอะไร ก็เลยไม่มาตกแถวนี้ น่าจะไปตกที่อื่นตามที่ปลามันย้ายไป เริ่ดไปอีกกกกกกกกก เอาหวะ เห็นแค่เสาก็ยังดี นั่งดูพระอาทิตย์ตกไปแทนละกัน


เช้าวันสุดท้ายที่ศรีลังกา ตื่นมาด้วยความที่ต้องตื่น ยังงัย งงไปอีก ก็เพราะมันเป็นวันสุดท้ายงัย ก็เลยตั้งใจว่าจะไปเดินเล่นชมทะเลสักหน่อย อาบน้ำแต่งตัว เดินไปทะเลด้วยความร้าวระบมของขาที่มีแต่เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่ามันบวม เหี้ยจริง ทำไมสภาพกูถึงเป็นแบนี้ !!!!
เพื่อนล่วงหน้า แต่งตัวออกไปทะเลก่อนตั้งแต่เช้าแล้ว นี้ก็ค่อยๆตามไปทีละก้าวสองก้าว ปล่อยมันเล่นน้ำไป ขอไปเดินเล่นชิวๆ ตามประสาคนไม่ชอบเล่นน้ำ ... ทะเลที่ศรีลังกาคลื่นแรงมาก เหมาะกับการเล่น surfboard เป็นอย่างยิ่ง พวกชาวต่างชาติเค้าจะมาที่นี้กันก็เพื่อสิ่งนี้แหละ ใครเล่นไม่เป็นอยากจะเล่น เค้าก็มีโรงเรียนสอนนะ ลองมาเล่นขำๆกันดู

เดินกลับมาเจอเพื่อน และคุณพี่ที่เจอกันเมื่อวาน พี่เค้ารับปากว่าจะสอนให้ขึ้นเสาตกปลา ว่าแล้วพี่แกก็จัดแจงขนอุปกรณ์ออกมาอย่างตื่นเต้น พร้อมกับอธิบายขั้นตอนการตกปลาให้ฟัง ตัวแทนค่ะ เราต้องมีตัวแทนของประเทศไ ทย เพื่อนดิฉันเอง ไปเลยค่ะ ไหนๆมึงก็เปียกแล้ว มึงต้องเปียกต่อไป ขอเป็นคนเก็บภาพให้เอง


กราบขอบพระคุณคุณพี่มากมากนะคะ ที่อุตส่าห์มาช่วยสอนการตกปลา แถมยังพาไปดูเต่าฟักไข่อีก แต่นี่ไม่ไปเพราะไม่ไหวจะเดินแล้วจริงๆ เลยขอกลับที่พักก่อน ส่งตัวแทนไปอีกค่ะ เชิญค่ะ ... ไม่คิดเหมือนกันนะว่าคนศรีลังกาจะกันเองขนาดนี้ ตอนแรกก็คิดว่า สุดท้ายก่อนจะจาก ต้องแบบขอทิป ขอเงิน กันบ้างละ พาไปนู้นไปนี่ ช่วยเหลือไม่หยุด แต่นี่ไม่เลย มาคุย มาช่วยด้วยใจจริงๆ ปลาบปลื้มมาก กราบขอบพระคุณอีกครั้งนะคะ

เก็บกระเป๋ากันอีกครั้ง บ่ายโมง เรียก auto rickshaw ไปส่งที่สถานีรถไฟ รอบนี้ซื้อตั๋วชั้น 2 รับประกัน มีที่นั่ง ไม่ต้องไปแย่งกะใครให้เหนื่อยฟรีๆ เพราะตอนนี้ไม่มีแรงแล้วจ้า บ่ายโมงครึ่ง รถไฟเข้าประจำการที่สถานี ขึ้นแล้วก็หาที่นั่งให้เรียบร้อย นี่ก็อุตส่าห์วางกระเป๋าจองเอาไว้ แล้วมายืนเล่นตรงทางขึ้นลงรถไฟ สักพักมีชาวศรีลังกามาถามประมาณว่าจะนั่งรึเปล่า ขอนั่งได้ไหม ไอ้เราก็ติสแดก อยากจะชิวๆ ยื่นแขนยื่นขา ตรงทางขึ้นลง เลยยกที่นั่งให้เค้าไป งัยหละมึง ยืนตลอดสาย 4 ช่วโมงกว่า ยิ่งรถไฟขับไปเท่าไหร่ คนก็ยิ่งแน่นขบวนขึ้นทุกที ขนาดแค่สถานี Galle ผู้โดยสารก็ขึ้นไม่ได้แล้ว เพราะมันแน่นมาก ความใจบุญกลับกลายมาสร้างความลำบากให้ตัวเองสะงั้น


จะลำบาก แออัด เหนื่อย ขนาดไหน ก็ไม่เท่าสิ่งที่รอคอยมาตลอดทั้งทริป กับการที่จะได้นั่งรถไฟวิ่งขนาบข้างไปกับทะเล เป็นที่เข้าใจกันดีว่าพวกเราใกล้ถึง Colombo เมืองหลวงของศรีลังกากันแล้ว บรรยากาศมันดีจริงๆ ถึงทะเลจะไม่สวย ง่ายๆก็บางแสนบ้านเราเนี่ยแหละ แต่อารมณ์เวลาอยู่บนรถไฟที่วิ่งขนาบกับทะเล วิวเวลามองลอดออกไปผ่านหน้าต่าง เสียงนักท่องเที่ยวตะโกนโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น ต่างคนก็ต่างหยิบโทรศัพท์ หยิบกล้อง ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำ มันยิ่งใหญ่มากหวะ คุณไม่ได้มาเจอด้วยตัวเองคุณอาจจะรับรู้ได้ไม่หมดจริงๆกับคำว่ายิ่งใหญ่ มันอาจดูเวอร์ไปหน่อย แต่มันรู้สึกจริงๆนะ ... บางครั้งความยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นว่าต้องไปเจอในที่โอ่อ่า ไปยาก ลำบากลำบน สวยไปหมดทุกรูปแบบ หันไปทางไหนก็ดูดีไปหมด แต่บางครั้งแค่จุดเล็กๆ ง่ายๆ สบายๆ ก็สามารถเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับใครสักคนนึงได้เหมือนกันนะเออ


Trick เล็กๆน้อยๆ ที่อยากจะบอกกันก่อน
1. ทำวีซ่าให้เรียบร้อยก่อนไป เข้าไปกรอกข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.eta.gov.lk สะดวกกว่าไปทำที่สนามบินเยอะ ที่สำคัญบางที มีไว้ครอบครองสบายใจกว่าไปหาเอาข้างหน้า
2. อากาศที่ Colombo ค่อนข้างร้อน และฝุ่นเยอะ ใครจะเที่ยวในเมืองนี้ พกผ้าปิดจมูกไปด้วยก็ดี
3. สภาพอากาศแต่ละเมืองไม่เหมือนกัน แล้วแต่สภาพของภูมิประเทศ บางเมืองร้อน บางเมืองหนาว บางเมืองฝนตก เช็คสภาพอากาศกันก่อน จะได้เตรียมเครื่องแต่งกายไปกันถูก
4. ถ้าเป็นคนกินน้อย มีสติก่อนสั่งอาหารทุกครั้ง
5. เบียร์หาซื้อยากมากในบางเมือง อย่าหวังพึ่งซุปเปอร์มาร์เกต เพราะคิดว่าน่าจะมีทุกอย่างให้เลือกสรร คุณคิดผิดมากๆที่ Nuwara Eliya
6. ขากลับไป Colombo ถ้านั่งรถไฟมาจาก Weligama พยายามหาที่นั่งฝั่งขวามือ เพราะคุณจะได้ชมวิวทะเลขนาบข้าง (พอขึ้นรถไฟ อย่าเพิ่งงงและด่าว่านั่งฝั่งขวาจะเห็นทะเลได้ยังไง ในเมื่อทะเลมันอยู่ฝั่งซ้ายมือ เพราะเมื่อรถไฟออกจากสถานี Galle มันจะเปลี่ยนทิศการขับของรถไฟ)
7. ถ้าคิดจะนั่ง auto rickshaw จากสถานีรถไฟ Colombo ไปที่พัก หรือ สนามบิน พยายามเดินออกมาเรียกข้างนอก เพราะอีพวกที่อยู่หน้าสถานีรถไฟ คิดแพงแบบเว่อร์มาก สงสัยกะวิ่งรอบเดียวเลี้ยงดูครอบครัวได้ทั้งเดือน
8. เช็คสภาพการจราจรที่ Colombo กันด้วย ก่อนจะเดินทางไปสนามบิน เดินทางเวลาเลิกงาน เป็นเวลาที่เหี้ยมาก ในทุกๆประเทศ
9. ตั๋วรถไฟ ไปซื้อที่สถานีก่อนออกเดินทางก็ได้ ราคาก็ขึ้นอยู่กับคลาสของรถไฟตามปกติทั่วไป แล้วแต่จะเลือก *อย่าประมาท ถ้าต้องเดินทางบนรถไฟนานหลายชั่วโมง ถ้าซื้อตั๋วแบบธรรมดาราคาถูกสุด เจอที่นั่งก็นั่งสะ เพราะถ้าเจอคนเยอะบนรถไฟ ความชิวมันจะกลายเป็นนรกแทน
10. คนศรีลังกานิสัยน่ารักทุกคน จริงๆ

ไปแสวงบุญหรอ ? - ศรีลังกาเป็นประเทศที่ยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดเข้าวาตลอดก็ได้มั้ง
ไปทำอะไรที่นั่น ? - มาเที่ยวตามหาธรรมชาติ ตามรูปแบบที่ตัวเองต้องการ
มีอะไรน่าสนใจถึงต้องมุ่งมั่นที่จะไป ? - ยอมรับ ตอนแรกไม่มีคำตอบในหัว จนกระทั่งหาข้อมูล เป้าหมายส่วนตัวคืออยากมาขึ้น Adam's Peak และนั่งรถไฟ
ประเทศนี้มันน่าเที่ยวตรงไหน ทำไมไม่ไปประเทศที่มันเจริญๆ ? - เป็นความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคลนะแจ๊ะ
ไปแต่ละประเทศหนะ ! - เป็นความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคลนะแจ๊ะ (อีกรอบ)
สีผิวเดียวกันเลย - แล้วยังไง ใครเดือดร้อน ?
ทนกลิ่นไหวหรอ - เอาจริงๆ มันไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นนะ มีเจอกลิ่นบ้างงงง แต่น้อยมาก
สกปรกจะตาย - บ้านเมืองก็ปกติดีนะ มีบ้างในเมืองหลวงบางจุด ย้ำ บางจุด ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอ
บลาๆๆๆๆๆๆ คำถามอีกมากมายที่ได้ยินเมื่อบอกว่าจะไปศรีลังกา อย่าเอาความคิดของตัวเองมาตัดสินอะไร โดยที่ยังไม่ได้ลองทำหรือได้สัมผัส แต่ละอย่าง แต่ละสถานที่ แต่ละสถานการณ์ แต่ละบุคคล มันมีสิ่งดีดีให้ไปตามหาอยู่เสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเปิดใจเพื่อตามหามันรึเปล่า ลองเปิดใจนะ แล้วออกไปตามหากัน ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ศรีลังกา ที่ไหนก็ได้ ที่คุณเคยสงสัย มีคำถามกับมัน ลองดู ลองสักครั้ง บางทีผลที่ได้กลับมา อาจจะกลายเป็นว่าคุณชื่นชอบสิ่งนั้นไปเลยก็ได้ ใครจะไปรู้ :)
© 2016 by I'M LOST CONTROL
bottom of page