top of page

Valley of Flowers . India

India . 19.08.2016 - 30.08.2016 . Couple

"ทุกสิ่งอย่างล้วนมีแบบอย่างที่ไม่เหมือนกัน"

ต่างคนต่างนิสัย

ต่างเชื้อชาติต่างภาษา

ต่างอาณาเขตต่างวัฒนธรรม

ต่างจิตใจต่างรับรู้

อินเดีย เมื่อได้ยินชื่อนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกได้ถึงความอยากที่จะได้ไปสัมผัสประเทศนี้ขึ้นทุกวัน ทุกวัน และทุกวัน จนกระทั่ง ความฝันกลายเป็นรูปเป็นร่าง เวลาพร้อม เงินพร้อม ใจพร้อม เลยวางทริปสักที่ในอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองสักหน่อย ไปไหนดีหละ ?? เอาแบบที่คนเค้ายังไม่ค่อยไปกัน หรือเรียกง่ายๆว่า ไม่สนใจที่จะไปดีกว่า ... งั้นก็พับ Leh Ladakh เก็บไว้ก่อน ช่วงนี้คนไปเยอะสะจนไม่อยากไปจริงๆ เก็บไว้อารมณ์ดีดี ค่อยตามไปเก็บละกันเน๊อะ ... จำได้ว่าเคยได้ยินชื่อ Valley of Flowers แว๊ปๆจากที่ไหนสักแห่ง มันก็แนวๆ trekking นี่หน่า หาข้อมูลสักหน่อย เพื่อสร้างกำลังใจในการสานต่อ งัยหละ ข้อมูลน้อยมากกกกกกก ทั้งไทยทั้งต่างชาติ น้อยมากจนไม่รู้จะหาข้อมูลอะไรต่อไปดี เอาเป็นว่า ไปลุยเอาข้างหน้าเอาละกัน ถึงไม่ถึงอยู่ที่ความพยายามของตัวเองแล้วหละ ลุย

Route in India ทั้งหมด 12 วัน เป็นไปประมาณนี้

DAY 1 : Bangkok to Delhi / Agra by train

DAY 2 : Agra - Taj Mahal / Delhi by train

DAY 3 : Delhi

DAY 4 : Delhi to Rishikesh by bus

DAY 5 : Rishikesh to Joshimath by bus

DAY 6 : Joshimath to Govindghat by jeep / Ghangaria by horse

DAY 7 : Hemkund (trekking)

DAY 8 : Valley of Flowers (trekking)

DAY 9 : Ghangaria to Joshimath by horse and jeep

DAY 10 : Joshimath to Rishikesh by bus

DAY 11 : Rishikesh to Delhi by bus

DAY 12 : Delhi to Bangkok

DAY 6 : วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2559 

Joshimath : พวกเราตัดสินใจตื่นกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพื่อจะเดินไปถามราคา jeep กันก่อนว่ามีเวลาไหน ราคาเท่าไหร่ จากที่เมื่อคืนได้ถามราคาคร่าวๆไปก่อนแล้วกับพวกพี่ๆ jeep ที่เดินผ่าน .... ลงมาด้วยความร่าเริงขั้นสุด กูนี่ถึงกับผงะ ประตูเหล็กของที่พักถูกปิดและโดนล็อคด้วยแม่กุญแจ อีเหี้ยยยย !!!! ยังงัยละค่ะเนี่ย เดินไปตรง reception ก็ไม่มีใครสักคนอยู่ตรงนั้น ชั้นล่างมีประตูกี่ประตูพวกเราเปิดแมร่งหมดทุกบาน หวังว่าจะเจอใครสักคนนอนอยู่ในนั้น แล้วเรียกมาให้เปิดประตูให้กูที แต่ !!!! ไม่มีใครเลยจ๊ะ ตัดสินใจกลับไปที่ห้องเพื่อโทรเข้า reception เผื่อมีใครได้ยินเสียงโทรศัพท์แล้วจะตื่นขึ้นมา อีห่าอีเหว ดังแปดล้านรอบก็ไม่มีใครโผล่หัวมาสักคน เดินตั้งแต่ชั้นล่างยันชั้นบนสุด กูไม่เจออะไรทั้งนั้น คือที่พักนี้เป็นของพวกกู ? คือมีลูกค้ามานอนแค่ 2 คน ? อีเหี้ยยยย !!!! นี่มันโรงแรมผีสิง หรือ กูตายไปแล้วไม่รู้ตัวหวะเนี่ย ทำไมประตูถึงต้องล็อค ทำไมไม่มีคนอยู่ในนี้ ทำไมพวกกูถึงโดนขัง ทำไมกูต้องมาเจอเรื่องเหี้ยๆแบบนี้อีกแล้ววววววววววว ทำไม !!!!

ทำอะไรไม่ได้ นอกจากขึ้นมาสงบสติอารมณ์บนห้องของตัวเอง สักพักก็ได้ยินเสียงเปิดประตูเหล็กดังขึ้นมา ชัวร์ป๊าบแน่นอน ประตูที่พักของพวกเราถูกเปิดให้เดินผ่านได้แล้ว กราบขอบพระคุณมากค่ะ อีดอก !!!! กูรอมาครึ่งชั่วโมงได้ ถ้ากูไม่ทันรอบรถไป Govindghat นะมึง กูจะเผาทุกสิ่งทุกอย่างของมึงให้วอดวายให้หมดตระกูลแมร่งเลย

คนที่นี่เค้าตื่นกันส๊ายสายเนอะ เดินออกมานี่บ้านเมืองร้างสนิท นี่มันก็เกือบจะ 8 โมงแล้วไม่ใช่หรอหวะ สงสัยอากาศดีไปหน่อย เลยขี้เกียจตื่นเช้ากันมั้ง เดินไปไม่ไกล ก็ถึงจุดขึ้นรถเพื่อต่อไปยังที่ต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือ share jeep ไป Govindghat .... เรื่องเวลาไม่สน ขอให้คนเต็ม jeep ก็พร้อมออก ตอนนั้นมีคนอยู่แล้ว 3 คน พวกเราอีก 2 รออีกไม่กี่คนก็ออกได้เลย พวกเราเลยรีบกลับมาที่พักเอากระเป๋า ทิ้งกุญแจไว้ที่ reception ที่ไร้คนดูแล แล้วรีบเดินมาจุดขึ้นรถอีกครั้ง .... ค่า jeep ที่เสียไปคือ คนละ 60 INR ราคางาม ราคาดี แต่ตอนนี้รอคนมาเพิ่มอีกสัก 2-3 คนก่อน แล้วค่อยออกละกันนะจ๊ะนายจ๋า

ระหว่างทางคือดีงามมากกกกกกกกกกกกกก ภูเขา ตัดกับแม่น้ำ และท้องฟ้า อากาศเย็นๆสบายๆ โคตรรู้สึกดีเลยหวะ 555 .... ประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดที่พวกเราต้องลงจาก jeep เพราะพวกเราต้องเดินลงไปตามทางเพื่อต่อ jeep ไป Govindghat กันอีกที อ้าว !!!! แล้วอี jeep ที่พวกกูนั่งมามันไม่ถึงเลยหรอ ? สรุปได้ว่าไม่ถึง เพราะพวกเรา share jeep กันมา ปลายทางของ jeep คือ Shri Badrinath จุดหมายของพวกเราถึงก่อนก็ลงไปสะ ตอนแรกก็มึนๆ มีคุณลุงอินเดียแกคอยบอกอยู่ตลอด เพราะแกก็กำลังไป Hemkund เพราะฉะนั้นตามแกไปโล๊ดดดดดด

เดินตามลุงไป พร้อมกับแวะถ่ายรูปไป ไม่นานก็เห็น jeep จอดเรียงรายเยอะเชียว ก่อนจะติดต่อ jeep ก็โดนคุณลุงเจ้าหน้าที่เรียกให้ไปเซ็นต์ชื่อรายงานตัวกันสักหน่อย แวะพักหายใจหายคอกันสักแป๊บ ก็มาจัดการเรื่อง jeep กันต่อ .... 75 INR สำหรับจาก Govindghat ไปจุดเริ่ม trekking ไป Ghangaria 

อยู่แค่ตรงนี้ วิวก็ช่างโหดร้ายต่อจิตใจแล้วจริงๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขา กับ ท้องฟ้า หิมาลัยของนู๋อยู่ตรงไหน ออกมาให้ชมหน่อยนึงสิเทอออออ

คุณพี่ที่ขับ jeep ก็ใจดี บอกว่าระหว่างทางอยากแวะถ่ายรูปตรงไหนก็บอกได้นะ เดี๋ยวจอดให้ ใจดีไปอีก อย่าลืม !!!! นี่พวกเรามาแบบ share jeep นะ ไม่ได้มาแบบ private jeep เห็นมั๊ยยยย คนอินเดียใจดีก็มี 

Start : ถึงที่หมายเป็นที่เรียบร้อย .... สิ่งที่ตั้งใจมาตั้งแต่แรกเริ่มคือ จ้าง porter เพื่อแบกเป้ แล้วเดินกันเอาเอง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นนั่งม้าสวยๆไป Ghangaria เพราะราคา porter อยู่ที่ 500 - 1,000 INR แล้วแต่ขนาดของที่แบก แต่ราคาม้าอยู่ที่ 500 INR แถมคุณพี่แกแบกของให้ด้วย เลือกนั่งม้าสิค่ะ จะเดินให้เมื่อยทำไม .... แน่นอนแก๊งค์ม้าพวกเรามีทั้งหมด 4 คน 4 ตัว มีคุณลุงกับคุณพี่ที่นั่ง jeep มาด้วยกันร่วมทางกันไปยาวๆ และมีคุณลุงเจ้าของม้าคอยถือไม้ตีม้าให้เดินและไม่เกเรออกนอกลู่นอกทางอีก 1 คน

จากจุดนี้ไปถึง Ghangaria ระยะทางทั้งสิ้น 10 กิโลเมตร ช่วงแรกเป็นทางเรียบกับแม่น้ำและภูเขา ชิวๆกันไป ความสนุกสนานและความตื่นเต้นในการขี่ม้าครั้งแรกยังคงมีอยู่ หน้าตายิ้มแย้มสดใสร่าเริง

เมื่อเรามา ก็ต้อง มีคนกลับ ระหว่างทางก็สวนกับชาวอินเดียมากหน้าหลายตา บางกลุ่มเปิดเพลงร้องเพลงตามกันอย่างสนุกสนาน บางกลุ่มหน้าตาอิดโรยจากการเดิน บางกลุ่มหน้าตาเจ็บปวดจากการนั่งม้า หลากหลายสีสัน หลากหลายอารมณ์เหลือเกิน

ระหว่างทางมีร้านอาหาร ร้านขายของตลอดทาง ไม่ต้องกลัวอดข้าว อดน้ำ แต่ราคาก็แพงตามความสูงเหมือนทั่วๆไปนั่นแหละ .... ขี่ม้ามาสักพัก ความจริงก็เริ่มปรากฏ จากความสนุกกลายเป็นความง่วง แอ๊ะ !!!! มึงง่วง ใช่ กูง่วง แต่คือหลับไม่ได้ ม้าที่ขี่ก็ไม่รู้มึงจะฟิตไปไหน เจอทางลงที มึงก็ลงไม่ยั้งเลยอะ คือกูเจ็บตูดงัย มึงรู้มั๊ย จริงๆ พวกเราควรเลือกเดินเองตั้งแต่แรกนะ ขี่ม้าแมร่งโครตทรมานเลยหวะ เจ็บตูด เจ็บง่ามขาไปหมดแล้วเนี่ย ได้แวะข้างทางที พอยืนแล้วขาสั่นพั๊บ พั๊บ พั๊บ ไม่หยุดเลยจ๊ะ ดีออก !!!!

ช่วงแรกว่าเหี้ยแล้ว ช่วงหลังเหี้ยยิ่งกว่า คือมันก็คงระบมมาจากช่วงแรกไปแล้วหละ ช่วงหลังเลยหนักยิ่งกว่า แล้วเป็นทางขึ้นเขา มือก็ต้องจับเชือกให้แน่นยิ่งขึ้น ยิ่งจับแน่นขึ้นมือก็ยิ่งถูกับผ้ามากขึ้น แถมเท้าที่สอดเข้าไปในห่วงรัดเท้าก็คอยจะหลุดตลอด อีม้ากูก็ฟิตฉิบหายวายวอด สงสัยมันได้แวะกินข้าวไปก่อนหน้านี้ รอบนี้มึงเลยจัดเต็มตีนเลยสินะ .... เป็นการขี่ม้าที่แทบจะไม่ได้หยุดปาก เพราะคอยแต่พูดกับมันทุกครั้งที่มันตั้งหน้าตั้งตาวิ่งแบบไม่สนใจคนที่อยู่บนหลังมันเลย เหมือนคนบ้าอะ calm downnnnn / ใจเย็นๆนะลูกกกกก / นี่ถ้ารู้คำว่าใจเย็นภาษาอินเดียด้วย ก็คงได้เพิ่มมาอีกหนึ่งประโยค แหกหมด ชีวิตนี้

เห็นป้ายก็ดีใจ ใกล้ถึงความจริงสักที 4 ชั่วโมงบนอีม้าบ้าตัวนี้ ตูดกูด้านชาไปหมดหละ .... เห็นหมู่บ้านปุ๊บก็ขอลงจากหลังม้าก่อนเลยค่ะ แน่นอน ขาสั่นสิค่ะ 555 สภาพแต่ละคน เหี้ยจริง 

Ghangaria : ที่พักก็ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่แรกของหมู่บ้านนี้เลย ที่ที่พวกเราลงม้าเนี่ยแหละ ประหนึ่งโดนบังคับแบบเผลอๆ อาศัยช่วงปวดตูด ขาสั่น ยกกระเป๋าไปวางให้เสร็จสับ จริงๆแล้วมันคือที่พักของพี่ที่ขี่ม้ามากับพวกเรานั่นแหละ และคุณลุงที่มาด้วยก็นอนที่นี่ แกก็บอกนอนนี่แหละ อะๆ นอนก็นอน แต่สุดท้ายแล้วพวกเราก็แอบไปเดินดูที่อื่นด้วย แต่สุดท้ายก็นอนที่เนี่ยแหละ ราคาโอเค สภาพรับได้ ที่อื่นก็คล้ายๆกัน ไม่ได้แตกต่างกันมาก ส่วนเรื่องใกล้ร้านอาหาร ไม่ต้องห่วง ร้านอาหารมีเยอะมากยิ่งกว่าเซเว่นบ้านเรา อีกอย่าง Ghangaria เป็นหมู่บ้านที่เล็กมาก เดินทั่วถึงกันหมด ยอม

เก็บข้าวเก็บของ ออกมาเดินเล่น หาข้าวกิน อย่างที่บอกมันเป็นหมู่บ้านที่เล็กมาก เดินไปแป๊บๆก็หมดแล้ว เลยหาไรกินเสร็จก็กลับมาพักผ่อนกันตามอัธยาศัย พักผ่อนกันยาวๆ กับอากาศที่เรียกได้ว่าหนาวสัส ฝนแอบตกมาปรอยๆ อากาศก็ยิ่งหนาวเข้าไปอีก สบายหละคืนนี้ น้ำเนิ่มไม่ต้องอาบแมร่งหละทีนี้

DAY 7 : วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2559 

Hemkund : ตื่นกันเช้าๆ ได้มีเวลาเดินเยอะๆ .... ช่วงเช้าตรู่ที่นี่ก็แอบวุ่นวายใช้ได้เหมือนกัน เสียงคนจอแจวุ่นวายกันไม่หยุด ทั้งเสียงคนเสียงม้า เสียงหมา ตีกันยับเยินจนต้องตื่น และแล้วก็ถึงเวลาที่รอคอย วันนี้เป้าหมายคือไปพิชิต Valley of Flowers ให้ได้ พร้อมแล้วก็ไปกันเทอะ

สิ่งแรกที่ทำคือ เก็บเสบียงเล็กๆน้อยๆก่อนออกเดินทาง แวะร้านข้างทางจกกล้วยมาคนละ 2 ลูก พอน่ารัก เอาไว้กินระหว่างทาง หลังจากนั้น ก็เดินๆตามทางและตามคนไปเลยจ๊ะ .... เช้านี้ คนค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเห็นแต่คนอินเดีย ทั้งคนแก่ วันรุ่น ยันวัยเด็กตัวกะเปี๊ยก นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็พอมีนะ แต่น้อยมากกกกกกก

ยิ่งเดินก็ยิ่งไร้วี่แวว ไหนจุดขายตั๋วเข้า Valley of Flowers หวะ นี่เดินมาหลายกิโลแล้วนะ ไม่เห็นเจอสักที เดินมาไกลจนรู้สึกเริ่มเหนื่อย ช่วงแรกๆยังดี มีต้นไม้ใหญ่บังแดด เดินง่ายๆ อากาศเย็นกำลังดี ไปสักพัก ต้นไม้หาย !!!! แดดเริ่มร้อน ไม่เริ่มสิ ร้อนเลยหละ ทางเดินก็เริ่มเป็นเนินแทนขั้นบันได จนสุดท้ายถึงได้รู้ว่า มาผิดทาง อีเหี้ยยยยยยยยย !!!! เอาอีกแล้ว ชีวิตนี้มีอะไรดีดีกับเค้าบ้าง คือจะไป Valley of Flowers แต่ดันเดินมาทาง Hemkund สะงั้น เดินตามๆเค้ามาก็ไม่ได้สังเกตป้ายอะไรทั้งนั้น ชีวิต .... จริงๆมันก็ไม่ต้องเสียดายอะไรขนาดนั้นหลอก ก็แค่สลับวันเอาก็ได้ วันนี้มา Hemkund พรุ่งนี้ไป Valley of Flowers ก็จบ แต่ !!!! ด้วยอีคุณเพื่อนเกิดไม่สบาย น้ำมูก น้ำตา มาตั้งแต่เหยียบเท้าเข้ามาที่ Ghangaria นอนซมอยู่แต่ที่ที่นอน พอรู้ว่ามาผิดทาง ก็เลยจะเดินกลับไป Valley of Flowers แทนการเดินต่อไป Hemkund อะเอาแล้วงัย อีกนิดเดียวก็จะถึง Hemkund แล้วนะ ในใจก็ได้แต่คิดว่าไหนๆก็อุตส่าห์เดินมาถึงขนาดนี้แล้ว ไหง๋ไม่ไปต่อหละ ????

ผลสรุปท้ายสุดคือ กลับที่พัก ส่วน Valley of Flowers ค่อยไปพรุ่งนี้แทน วันนี้ก็กลับไปนอนพักรักษาตัวให้หายดี สำหรับวันพรุ่งนี้ที่สดใสละกันนะ .... วันนี้ก็พักผ่อน ชิวๆ ตั้งแต่เที่ยงยันพรุ่งนี้เช้าตรู่ยาวๆ โล๊ดดดดดดด

DAY 8 : วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2559 

Valley of Flowers : ถึงเวลาสักที หลังจากหลงทางเสียเวลากันไป 1 วันเต็มๆ เมื่อคืนฝนตกมาจนถึงช่วงเช้า โชคยังดีที่สายๆ ฝนก็หยุดตก แต่ถ้ามาที่นี่ช่วงเดือนสิงหาคม ยังงัยก็ต้องเจอฝนเป็นเรื่องธรรมดา คือเอาง่ายๆ ไม่มีน้ำจากฝน ดอกไม้ใน Valley of Flowers มันจะบานสะพรั่งได้ยังงัยหละ .... หลังจากมีเวลาพักผ่อน อัดยาให้มากที่สุดเท่าที่มี แต่อาการของเพื่อนก็ดูไม่ดีขึ้นเลย เดินไปได้นิดเดียว อาการหอบ เหนื่อยง่าย หายใจไม่ออก ก็เริ่มมา ไม่รู้ว่าเป็นอาการ altitude sickness ด้วยรึเปล่า ก็ไม่แน่ใจ แต่ด้วยความตั้งใจของนาง ในที่สุดก็ซื้อตั๋วเข้ามาด้วยกันจนได้ จ่ายคนละ 600 INR สามารถเข้าได้ถึง 3 วัน และต้องออกมาภายใน 5 โมงเย็น เริ่มนะ สู้นะ เดินค่ะ

ทางเดินช่วงแรกก็เดินลัดเลาะไปตามทางหิน เดินง่ายๆ สบายๆ ผ่านดงต้นไม้บ้าง เรียบเขาบ้าง น้ำตกบ้าง คละเคล้ากันไป

มาถึงสะพานข้ามน้ำตกช่วงแรก เราก็เริ่มแยกจากเพื่อน ต่างคนต่างเดิน ตามกำลังที่มีและที่ไหว ยังงัยสุดท้ายก็กลับไปเจอกันที่พักอยู่ดี แต่ก็แอบลุ้นว่าอีเพื่อนจะเดินได้ไกลขนาดไหนจริงๆ สู้เค้านะมึงงงงงงงงง .... สภาพมึงตอนนี้ แย่กว่ากูตอนไปคินาบาลูอีกหวะ 555

จากจุดขายตั๋วเข้าไป Valley of Flowers ประมาณ 3 กิโลเมตร ระยะทางสั้นๆ แต่สวยโคตรตลอดทางบอกเลย วันนี้อากาศอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอก ฝนเพิ่งหยุดตกไปเมื่อเช้า เฆกหมอกเลยปกคลุมสะส่วนใหญ่ ถ้าท้องฟ้าเปิดนะคุณณณณณณณ หิมาลัยภูเขาหิมะของดิฉัน จะออกมาให้ยลโฉมจนน้ำตาไหลแน่นอน แต่รอบนี้อดก็ได้แต่ทำใจไปสะ และเดินต่อไป

ข้ามสะพานปุ๊บ เห็นหินก้อนใหญ่ๆ ก็ถึงจุดที่เรียกว่า Valley of Flowers จริงๆสักที ภูเขาโอบล้อมอลังการงานสร้างมาก มองไปทางไหนก็เจอแต่สีเขียว เสียดายที่ฟ้าไม่เปิด นู๋อยากเจอหิมาลัยยยยยยยยย

เดินไปเรื่อยๆ เส้นทางที่นี่ชัดเจนมาก ไม่ต้องกลัวหลงใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่ง อยู่คนเดียว ณ จุดนั้น หันซ้ายหันขวาไปไม่เจอใครสักคน ก็รู้สึกว่าสบายใจ ไม่มีความกลัวอะไรทั้งนั้น เดินต่อไปค่ะ อย่าหยุด

มีข้ามน้ำตกบ้าง ลำธารบ้าง เป็นการ trekking ที่ชิวสุด

ส่วนใหญ่ก็จะแวะกินข้าวกลางวันกันแถวลำธารเนี่ยแหละ แต่ไม่ต้องห่วง มีหลากหลายที่ให้เลือก ไม่ต้องแย่งกัน หรืออยากจะนั่งพักตรงไหนก็ไม่มีใครห้าม .... มันคงเป็นมื้อกลางวันที่ฟินที่สุดมื้อนึงในชีวิตเลยเนอะ .... แต่นี่ไม่ได้ขนข้าวมางัย งั้นมึงก็เดินหิวต่อไป

Valley of Flowers ขึ้นชื่อเรื่องพรรณไม้ ดอกไม้ ส่องนก ส่องภูเขา ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาที่นี้ก็ประมาณเดือน กรกฎาคม - กันยายน แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับฟ้าฝนในช่วงนี้ด้วยเหมือนกัน แต่แลกกับดอกไม้บานสะพรั่ง ถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติล้วนๆ 100% แบบนี้ จะเปียกจะเฉอะแฉะก็คงต้องยอม

ถึงเวลาต้องเดินกลับ เพราะฝนทำท่าจะตก และมันก็ปรอยๆ พอให้ต้องหยิบเสื้อกันฝนขึ้นมาใส่กันทุกคน แต่เดี๋ยวก่อน ตอนนี้เพื่อนกูอยู่ไหน !!!!

จะมา Valley of Flowers แต่ขี้เกียจเดิน เดินไม่ไหว ทำงัยดี อย่ากังวลไปเลย เค้ามีบริการแบกคนขึ้นมาอยู่ ราคาเท่าไหร่ไม่ได้ถามมา แต่ดูจากสภาพแล้ว น่าจะทุลักทุเลพอสมควร นั่งอัดอยู่ในตระกร้าใบเล็กๆ จะขาดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ Valley of Flowers เค้าไม่ให้ม้าเข้ามาในนี้ วิธีแก้ปัญหาเลยเป็นการเอาคนใส่ตะกร้าแล้วแบกเข้ามาแทน เออดี !!!!

 

Valley of Flowers มาถึงแล้วโว๊ย

07.00 น. - 14.45 น.

เดินไปเรื่อย

แวะพัก

แวะนอนเล่น

ฟังเพลง

ถ่ายรูป

สูดอากาศให้เต็มปอด

ชื่นชมธรมชาติให้สุดเท่าที่จะทำได้

อยากอยู่ให้นานกว่านี้ แต่คุยกับเพื่อนไว้ว่าถ้าลงมาเร็วจะได้กลับ Joshimath วันนี้เลย สรุปก็ยังไม่ได้กลับ แอบเสียดายเวลาที่หายไปอยู่เหมือนกัน .... เดินลงมาถึงจุดขายตั๋ว เพื่อนไม่อยู่ คุณพี่เจ้าหน้าที่เห็นหน้าเลยบอกว่าเพื่อนฝากบอกว่ากลับไปรอที่ห้องแล้ว โอเค ตามนั้น ถึงห้องว่าจะอาบน้ำสักหน่อย ยังงัยก็ยังคงต้องยอมในความเย็นยะเยือกของน้ำที่นี่จริงๆ งั้นออกไปหาไรกินแทนละกัน ส่วนเพื่อนก็ขอนอนซมใต้ผ้าห่มต่อไป

DAY 9 : วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559 

ออกจากที่พักกันแต่เช้า ถูกร่ำลาด้วยสายฝนปรอยๆเหมือนเดิม ขากลับพวกเราก็ยังเลือกที่จะทรมานบนหลังม้าเหมือนเดิม สภาพก็ทุลักทุเลพอๆกับขามา (เยอะกว่าด้วยซ้ำ) แถมได้แผลเล็กๆน้อยๆเป็นของฝากก่อนกลับไปอีก

ถึงปลายทางก็ share jeep กลับไปจุดที่พวกเราลงกลางทาง แล้วก็เดินไปรอ jeep คันใหม่กันต่อ .... มันไม่ง่ายเหมือนขามานะสิ เพราะพวกเราต้องรอโบก jeep ที่ขับผ่าน ซึ่งไม่มีใครจอดเลยจร้าาาาาา เห็นคุณลุงนั่งอยู่ก็เลยลองถาม นั้นแหละ เจ้าจงโบกต่อไป แต่สักพักลุงก็เสนอว่ามี jeep ตรงไป Rishikesh เลยนะ ไปมั๊ย ? ไปสิ ถามได้ .... ขึ้นรถด้วยความสบายใจ ถึง Rishikesh ค่ำๆก็คงไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ประหยัดวันไปได้วันนึง นั่งรอนานมากกกกกก ก็งงว่าทำไมไม่ออกรถที มีพี่ผู้ชายอินเดียมารอด้วยอีกคน สักพักนางก็แบกกระเป๋าแล้วจากไป เริ่มเอะใจเลยลงไปถามอีคุณลุง สรุปว่าเป็น share jeep จ๊ะ ต้องรอคนเต็มถึงจะออกรถ อ้าวอีเหี้ย !!!! ให้กูนั่งรอไปสิ แล้ววี่แววของคนที่จะไปด้วย ไม่มีเลยจ้าาาาา อีสัส !!!! แบกของ เดินไปรอ jeep ที่เดิม ในสภาพเหวี่ยงสุด

Ghangaria 09.00 น.

ถึง

Joshimath 15.36 น.

. นอนตายยาวๆ ข้าวปลาไม่กินแมร่งหละ เจอกันอีกทีพรุ่งนี้ .

DAY 10: วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2559 

Joshimath : ออกจากที่พักด้วยความลุ้นระทึกอีกรอบ หลังจากเมื่อวานนัดแนะกะอีน้องที่รับ check in กับพวกเราว่าจะออกจากที่นี่ตอนตี 5 มาเปิดประตูให้พวกเราด้วย พอเดินลงมา ประตูยังปิดสนิทเหมือนเดิมเลยจ๊ะ โชคยังดีที่อีน้องคนนี้มันนอนอยู่หลัง reception พอดี เลยต้องปลุกกันยกใหญ่กว่ามันจะตื่นขึ้นมาเปิดประตูให้ได้ อะ อย่างน้อยก็เป็นไปตามคาด .... เดินออกมารอกลุ่มพี่ๆอินเดีย ที่เมื่อวาน shrae jeep มาลง Joshimath พวกพี่แกก็จะกลับ Rishikesh เลยชวน share jeep จาก Joshimath ไป Rishikesh ด้วยกัน แต่รอไปรอมาพี่แกก็ไม่ออกมาจากที่พักสักที จะตี 5.30 แล้ว รถไป Rishikesh กำลังจะออกเลยตัดสินใจไปขึ้น bus กลับ Rishikesh กันเอง นั่งรอรถออกแป๊บนึง พวกพี่แกก็เดินผ่านพวกเรา ได้แต่หลบหน้าและกล่าวขอบคุณตามหลังกันไป พวกนู๋ไปเองน่าจะดีกว่า ดูจากจำนวนคนที่เดินไปกับพวกพี่นี่ นั่งเบียดเป็นปลากระป๋องแน่นอน

Joshimath กลับ Rishikesh รอบนี้สบายสุด ไม่มีแล้วที่ต้องมาโดนไล่ลงรถ เปลี่ยนรถไปแปดล้านรอบ คันเดียวยิงยาวๆยัน Rishikesh ไปเลยจ๊ะ แล้วขามาคืออะไร มีใครบอกพวกกูได้บ้าง มึงรู้มั๊ยพวกกูเจออะไรไปบ้างกว่าจะมาถึง Joshimath ได้ อีห่าเอ้ย !!!!

Rishikesh : ในที่สุดก็มาถึง Rishikesh จนได้ ค่ารถคนละ 360 INR ใช้เวลาไปประมาณเกือบ 10 ชั่วโมงบนรถหวานเย็น ช่วงแรกๆก็ยังดีอยู่หลอก อากาศเย็นๆ วิวดีๆ พอเริ่มใกล้จุดหมาย ฝุ่นฟุ้งเลยอีห่า ยิ่งเจอแถวย่านชุมชน แถวตลาดนะมึงเอ้ยยยยย ความสกปรก ความร้อน ความวุ่นวาย บันเทิงครื้นเครงสุดใจเลยค่ะ

จาก bus station พวกเราเรียก auto rickshaw ไปไหน นั่นสิไปไหนหละ ไม่รู้ว่าที่ที่จะไปเรียกว่าอะไร ได้แต่บอกว่าที่เป็นสะพานใหญ่ๆอะ นั้นแหละ ตรงนั้นแหละ ไปเลย 150 INR กะว่าจะไปเดินหาที่พักแถวนั้นเอา เพราะระยะทางมันใกล้ bus station มากกว่าที่พักเดิม แต่ด้วยความเหนื่อยล้า ร้อน เพลีย ไม่สบาย สิ่งที่คิดไว้เลยล่มหมด สรุปเรียก auto rickshaw อีกรอบไปสะพานที่ 2 แทน เพื่อไปพักที่เดิม .... ถึงที่พักสิ่งแรกที่ขอทำคือออกมาหาอะไรกิน และขอซึมซับบรรยากาศเมืองนี้สักหน่อย แต่เพื่อนไม่ได้ออกมาด้วย ไม่เป็นไรคนเดียวพี่ก็เฟี้ยวได้ .... มา Rishikesh แต่ไม่ได้แวะเที่ยวอะไรเลยสักที่ หมดเวลาไปกับการนั่งรถเปลี่ยนเมืองวุ่นวายทั้งไปทั้งกลับ ถ้ามีโอกาศมาอีก จะกลับมาใหม่ละกันนะ

Rishikesh

1. คิดถึง "โยคะ" คิดถึง Rishikesh

2. The Beatles เคยมาฝึกวิชาที่เมืองนี้ มีอาศรมสถานที่จริงให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม แต่อาจจะต้องเป็นแฟนเพลงตัวจริงกระทิงแดง เพราะค่าเข้าแพงกว่าค่าเข้า Taj Mahal ไปอีก ดีออก !!!!

3. Rishikesh มีสะพานข้ามแม่น้ำคงคาหลักๆ 2 สะพาน มีที่พักกระจัดกระจาย เลือกทำเลได้ตามความชอบ ชิวทั้ง 2 ที่

4. ผลิตภัณฑ์ของ Himalaya คือดี คือถูก คือล้มละลาย หาซื้อได้ทั่วไปในเมืองนี้ แต่สะพานแรกจะมีร้านให้เลือกเยอะกว่า แต่ท้ายสุดคือราคาเท่ากันทุกร้าน เพราะเค้ายึดราคาตามบนตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ได้มาตั้งราคาเอาเองเหมือนบ้านเรา

5. ตกเย็น นั่งร้านอาหาร ร้านกาแฟ นั่งมองแม่น้ำคงคา และความเป็นอยู่ของชาวอินเดีย ฟินสุด

6. โยคี ก็เยอะเช่นเดียวกัน

7. นักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร ทั้งเอเชีย ยุโรป ดีต่อใจ

8. อย่าได้ถามหาเบียร์จากเมืองนี้ ไม่มีขายค่ะ เหี้ยจริง !!!! นี่คือเดินหามาแล้ว ร้านข้าว ร้านอาหาร ร้านจิปาถะ ร้านขายของชำ ไม่มีขายสักร้าน แถมได้เสียงหัวเราะของคนอินเดียส่งท้ายมาอีก ไม่รู้ว่าหัวเราะเพราะเป็นผู้หญิงไปถามหรือว่าอะไรก็ไม่เข้าใจ (roommate ชาวต่างชาติอาบน้ำแต่งตัว จะออกไปตามหาเบียร์ดื่มกัน คือถ้ามีให้ดื่มพี่ก็จะออกไปด้วยอยู่หลอก แต่พี่ขวนขวายหามาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นกูไม่ไปด้วยหลอก สุดท้ายพวกมันก็กลับมานั่งเล่นกันที่ระเบียงห้อง อดกันหมดถ้วนหน้า 555)

Joshimath 05.30 น.

ถึง

Rishikesh 14.57 น.

.เกือบจะเป็นวันที่ดีวันนึงในทริปนี้.

 

.ก็แค่เกือบ.

DAY 11 : วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2559 

ออกจากที่พักกันเช้าตรู่เช่นเคย ใช้บริการ prepaid taxi เช่นเคย ไปส่ง bus station เช่นเคย พวกเราได้รอบรถจาก Rishikesh ไป Delhi รอบ 08.00 น. ราคา 430 INR มาถึงก่อนรถออกไม่ถึง 10 นาที โชคดีไป ไม่งั้น รออีกนาน รถไป Delhi มีให้เลือก 2 แบบ แอร์ กับ หวานเย็น เลือกแอร์อยู่แล้วแน่นอน เพราะที่ผ่านมาพวกเราก็ทุลักทุเล เหนื่อยกันมามากพอแล้ว ... รอบนี้คนเต็มรถเลยจ๊ะ ดีนะที่มีที่เหลือให้พวกเรากลับมาด้วย เคยด่ารถที่ขับไป Joshimath ว่าขับเร็วแล้ว อีรถคันนี้เร็วยิ่งกว่า แถมมันไม่แคร์ผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยเลย อีเหี้ย เจอหลุมเจอบ่อ มึงไม่คิดจะเบรกให้กูเลยใช่มั๊ย คือตัวลอยออกจากเบาะเลยจ๊ะ ลอยจริงๆ ถึงกับหน้าเสียแกมรอยยิ้มด้วยความตกใจ

Delhi : วะหู้ !!!! ถึง Delhi แล้วโว๊ยยยยยยยย รถจอดที่ Maharana Pratap Inter-State Bus Terminus [ISBT] ที่ที่พวกเราเลือกไม่มาซื้อบัตรตั้งแต่ขามา เสือกเลือกไปซื้ออีกที่นึงก่อนงัย อีโง่ อีเซ่อ มาที่นี่ตั้งแต่แรกก็จบแล้วมั๊ยหวะ สมน้ำหน้า เป็นงัยหละ ขาไปมึงสนุกเลยสินะ .... ลงจากรถก็เจอความวุ่นวายล้านแปดของคนขับ auto rickshaw เรียกไปส่ง Main Bazaar ในราคา 400 INR ณ จุดนั้นราคามันแพงมากเลยนะ แต่ขอบอกว่าตอนนั้นเงินแต่ละคนเหลือเยอะมาก เลยใช้แบบไม่คิดเหมือนกัน 555 จริงๆมันมี metro สามารถนั่งมาลง สถานี New Delhi ได้เหมือนกัน แต่พวกเราไม่เลือก ขอสบายๆ อยู่เฉยๆบ้าง เพราะตอนนี้รวยอยู่

หึหึ ใครจะไปคิดว่าฝนตกไปแป๊บเดียว Main Bazaar จะน้ำท่วม อากาศธรรมดา ฝุ่นก็เยอะ วุ่นวายบรรลัยชีวิตไปแล้ว ฝนตกน้ำท่วม วุ่นวายหนักเข้าไปอีก ทั้งเสียงแตร เสียงคน ให้นึกสภาพประมาณว่า น้ำในคลองแสนแสบท่วมข้าวสารหละกัน น่าจะพอนึกภาพออก อีเหี้ย !!!! กูจะติดเชื้ออะไรจากน้ำที่ขังอยู่ในถนนนี้มั๊ยหวะ 555 

ไปเที่ยวครั้งใด ต้องได้กิน KFC และครั้งนี้ก็เช่นกัน จัดไก่ไปเต็มๆ หลังจากไม่เจอเนื้อสัตว์มาเกือบอาทิตย์ รสชาติก็สไตล์อินเดียอะ ก็ดีกว่าอาหารมื้อผ่านๆมาหวะ .... หลังกินไก่ ก็กลับที่พัก พักผ่อนกันอย่างเรียบร้อย ตอนแรกตั้งใจจะไป rooftop ดื่มเบียร์ ชมแม่น้ำท่วม Main Bazaar สักหน่อย แต่อีเพื่อนงอแงไม่กินไม่ดื่ม จะให้ไปนั่งคนเดียวก็ยังงัยอยู่ คิดถึงตอนเดินกลับที่พักแล้ว ยอม คำเดียวเลย

Rishikesh ตอน 08.00 น.

ถึง

Delhi ตอน 15.03 น.

.ดูดีถ้าไม่ติดว่า Main Bazaar น้ำท่วม อีดอก !!!!.

DAY 12 : วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2559 

Delhi : วันสุดท้ายที่อินเดีย ตื่นกันสายๆ จัดการชีวิตเสร็จ ก็ขอออกมาเดินเล่นใน Main Bazaar สักหน่อย คนเดียวก็เดินได้ ถ้าเป็นกลางวันนะ กลางคืนนี่ยอมจริง น่ากลัวสุด ... ไม่น่าเชื่อว่าน้ำจะแห้งสนิท เหมือนเมื่อวานไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างดูเป็นปกติ โดยเฉพาะความวุ่นวาย

ก่อนกลับก็จัด Himalaya มาชุดใหญ่ ถึงขั้นเงินหมด ให้แลกเงินเพิ่มก็ยังยอม .... ช็อปปิ้งเสร็จก็ถึงเวลากลับที่พัก check out ฝากกระเป๋าไว้ก่อน เดี๋ยวพี่มาเอา แต่เวลาที่เหลือทำอะไรดีหละ ? แดกเบียร์สิค่ะ รออะไร โหยหาสุด อยากขั้นสุด เจอกันที่เดิมบน rooftop ดื่มเบียร์ในแก้วกาแฟ เก๋ไก๋สะไม่มี นั่งกันไปยาวๆ ระหว่างนั่งไปเรื่อยเปื่อย ก็มีโอกาศได้พูดคุยกับคุณพี่นักท่องเที่ยวคนนึงที่นั่งอยู่ด้วยกันเนี่ยแหละ ชีวิตแกก็มันดี ไปนู้นไปนี่ ตามที่อยากจะไป ตามที่อยากจะเป็น แน่นอนแกเคยมาเมืองไทยแล้วเรียบร้อย พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ แกก็ขอตัวกลับก่อน โชคดีนะคะ 

ถึงเวลาต้องอำลา India แล้วสินะ ออกจาก Main Bazaar ตอน 5 โมงเย็น เรียน rickshaw ไปส่งที่ metro ราคา 50 INR รอบนี้เป็น rickshaw แบบตุ๊กตุ๊กผสมกับสามล้อถีบบ้านเรา ราคาเลยถูกลงมาหน่อย นั่ง metro กันยาวๆ ราคา 50 INR แล้วต่อ shuttle bus ไป สนามบินเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องราวดีดีและแย่แย่จากหลายวันที่ผ่านมาในอินเดีย

อินเดีย ครั้งแรก เป็นอะไรที่ถึกมาก ไม่คิดเหมือนกันว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ ไม่คิดว่าการเดินทางไปแต่ละเมือง จะต้องเจออุปสรรคห่าเหวที่เหี้ยมากแบบนี้มาก่อน อินเดียในแต่ละวัน มีปัญหาให้เจอทุกวันจริงๆ แต่ก้ผ่านมันมาได้ ไม่รู้ด้วยเพราะว่าอะไร แต่ท้ายสุดคือมันผ่านมาแล้ว ก็ถือว่ายังโชคดีที่ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงถึงขั้นต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง 

.ขอบคุณคนอินเดีย. โชคดีที่มาครั้งนี้แล้วเจอแต่คนใจดี ช่วยเหลือตลอดทาง มีบ้างที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แต่ก็จะมีคนอินเดียอีกคนเข้ามาคอยช่วยเหลือตลอด

.ขอบคุณธรรมชาติ. ที่ทำให้ตัดสินใจเก็บกระเป๋า แล้วเลือกที่จะออกเดินทางอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าข้างหน้าจะเจอกับอะไรบ้าง "รักหิมาลัยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรักมากขึ้น"

.ขอบคุณเพื่อน. ที่ติดตามมาทริปนี้ด้วย มีทั้งดีมีทั้งร้าย สุดท้ายก็ผ่านมันไปได้ ขอบคุณจากใจจริง

India

1. เหม็น . มีบ้างแต่แทบไม่เจอเลยนะ ขนาดบนรถไฟฟ้า คนแน่นๆ จะขี่คอกันอยู่แล้ว กลิ่นก็ยังโอเค รับได้

2. สกปรก . มีให้เห็นทั่วไปตามแหล่งชุมชน แต่ออกไปนอกเมืองก็สะอาดขึ้นมาในระดับนึง

3. ฝุ่น . เยอะสุด พกผ้าปิดจมูกไปด้วยคือเรื่องดีดีที่ควรทำ

4. อาหาร . ส่วนตัวกินได้หมด แต่มีความรู้สึกว่า อาหารเค้าจะอมน้ำมันค่อนข้างเยอะ กินไปกินมารู้สึกไม่อยากกินต่อ

5. ผู้คน . ส่วนตัวเจอแต่คนดีดี ช่วยเหลือตลอดทาง มีบ้างที่แอบเอาเปรียบ แต่ก็อย่าได้ใส่ใจ มันแค่ส่วนเล็กน้อยที่ได้เจอ

ถ้าคิดจะมาอินเดีย อย่างเดียวเลยที่ขอคือ เปิดใจให้กว้างกว้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงง เรื่องดีดีที่รอให้พบเจอมีอยู่เยอะ อย่าเอาเรื่องแย่ๆส่วนน้อยๆ มาทำให้เรื่องราวในชีวิตมันแย่ตามไปด้วย ประเทศเค้ายังไม่พัฒนา จะให้มาแล้วเจอแบบ เดินทางสะดวกสบาย อาหารอร่อยถูกปาก บ้านเมืองสะอาดสะอ้าน เทคโนโลยีล้ำสมัย ขอให้เลือกไปประเทศอื่นเทอะค่ะ อินเดียไม่น่าใช่คำตอบที่ดีของคุณ อินเดียยังงัยก็คืออินเดีย เสน่ห์ของมันแพรวพราวในแบบของตัวมันเอง แค่อยู่ต่างเมือง ก็รู้สึกต่างอารมณ์ไปแล้ว เป็นประเทศที่หลากหลายอารมณ์ใช้ได้เหลือทีเดียว สัญญาว่าจะกลับมาใหม่อีกหลายๆครั้ง นะจ๊ะนายจ๋า

© 2016 by I'M LOST CONTROL

bottom of page